ทุกหยดของ ‘กาแฟสโลว์บาร์’ คือความพิเศษ ต่างจากกาแฟทั่วไปอย่างไร?

กาแฟสโลวบาร์

กาแฟ Slow Bar คือการชงกาแฟด้วยวิธีที่เน้นความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การบดเมล็ดไปจนถึงการสกัดกาแฟ เช่น ดริปกาแฟ ทำให้ได้รสชาติและกลิ่นหอมที่ดึงเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟออกมาได้อย่างเต็มที่ หลายคนชอบกาแฟ Slow Bar เพราะให้รสชาติที่นุ่มในแบบที่แตกต่างจากการชงด้วยเครื่องทั่วไป 


รู้จักกาแฟสโลวบาร์แบบเร็ว ๆ

  • กาแฟ Slow Bar คือการชงกาแฟแบบค่อย ๆ พิถีพิถันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การบดเมล็ดไปจนถึงการสกัดเพื่อดึงรสชาติของกาแฟออกมาให้ดีที่สุด 
  • ประเภทการชงกาแฟ Slow Bar มีหลายรูปแบบ เช่น French Press, AeroPress, Moka Pot, Syphon, Drip Coffee และ Cold Brew แต่ละวิธีก็ให้รสชาติ กลิ่น และสัมผัสที่แตกต่างกัน 
  • กาแฟ Slow Bar เหมาะกับเมล็ดกาแฟ Specialty Coffee เพราะช่วยดึงโน้ตรสชาติที่ซ่อนอยู่ในเมล็ดออกมาได้ชัดเจน 
  • อุปกรณ์กาแฟ slow bar ที่นิยมใช้ ได้แก่ ดริปเปอร์, เครื่อง French Press, เครื่อง Aeropress, Moka Pot, เครื่อง Syphon

จุดเด่นของกาแฟ Slow Bar คือการควบคุมทุกขั้นตอนการชง ไม่ว่าจะเป็นการบดกาแฟ อุณหภูมิน้ำ และเวลาในการสกัด ทำให้ได้รสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

ทำความรู้จัก ‘กาแฟสโลว์บาร์’ คืออะไร?

กาแฟสโลว์บาร์ คือ การให้เวลากับการชงกาแฟแต่ละแก้วอย่างพิถีพิถัน ซึ่งจะใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่ละขั้นตอนทำด้วยความละเอียดอ่อน ตั้งแต่การบดเมล็ดกาแฟ การควบคุมอุณหภูมิของน้ำ จนถึงการเทน้ำลงบนกากกาแฟอย่างนุ่มนวล ทำให้ได้รสชาติของกาแฟที่กลมกล่อม หอมกรุ่น และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหมือนกับการสร้างสรรค์งานศิลปะชิ้นหนึ่งที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด เป็นแบบนี้เองจึงทำให้กาแฟสโลว์บาร์กลายเป็นงานคราฟต์ที่ล้ำค่ามากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ด้วยความนิยมในกาแฟสโลว์บาร์นั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ร้านคาเฟ่หลายแห่งมีการหยิบไอเดียนี้มาเป็นจุดขาย เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การดื่มกาแฟที่แตกต่างและพิถีพิถัน นอกจากมาเพื่อเสพรสชาติกาแฟที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว เสน่ห์ของกาแฟสโลว์บาร์คาเฟ่ยังอยู่ที่บรรยากาศการดื่มที่อบอุ่น เป็นกันเอง ทำให้ผู้ดื่มรู้สึกผ่อนคลายและเพลิดเพลินไปกับทุกขั้นตอนของการชงกาแฟ


ความแตกต่างของกาแฟสโลว์บาร์ และ กาแฟทั่วไป  

กาแฟ Slow Bar : กาแฟที่เน้นกระบวนการชงที่พิถีพิถัน ชงทีละแก้วด้วยความใส่ใจ ควบคุมทั้งอุณหภูมิน้ำและเวลาในการชงอย่างละเอียด เพื่อดึงรสชาติที่แท้จริงของเมล็ดกาแฟออกมาให้ได้มากที่สุด โดยไม่เน้นความเร็วในการเสิร์ฟเป็นหลัก ร้านกาแฟแนวนี้มักมีกาแฟดำให้เลือกหลากหลายสายพันธุ์ และบางร้านยังมีเมนูพิเศษตามฤดูกาลให้ลูกค้าได้ลองรสชาติใหม่ ๆ อีกด้วย

กาแฟทั่วไป (Speed Bar) : ส่วนกาแฟทั่วไป หรือที่เรียกกันว่า Speed Bar จะใช้เครื่องชงกาแฟอัตโนมัติเป็นหลัก ทำให้ชงได้เร็วกว่า Slow Bar มาก รสชาติออกมาสม่ำเสมอทุกแก้ว เน้นความเข้มข้น มีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งกาแฟดำ กาแฟนม และเครื่องดื่มผสมอื่น ๆ เหมาะกับการดื่มใช้ชีวิตประจำวัน


ตารางเปรียบเทียบ กาแฟ Slow Bar กับกาแฟทั่วไป

เปรียบเทียบ 

กาแฟ Slow Bar

กาแฟทั่วไป (Speed Bar)

กระบวนการชง

พิถีพิถัน ชงทีละแก้ว เช่น Drip, Pour Over

ใช้เครื่องชงเอสเปรสโซ่ หรือเครื่องอัตโนมัติ

จุดเด่น

ดึงรสชาติแท้จริงของเมล็ดกาแฟ

รสชาติสม่ำเสมอ พร้อมเสิร์ฟได้เร็ว

รสชาติ

มีมิติ ซับซ้อน เห็นเอกลักษณ์ของเมล็ดชัด

เข้มข้น ดื่มง่าย คงที่ทุกแก้ว

ประเภทเมนู

ส่วนใหญ่เน้นกาแฟดำ

มีกาแฟดำ กาแฟนม และเครื่องดื่มผสมหลากหลาย 

เหมาะกับใคร

คนที่อยากดื่มด่ำกลิ่น และรสชาติของกาแฟได้อย่างเต็มที่ 

คนที่อยากดื่มกาแฟ และเน้นความรวดเร็ว 


รู้จัก 6 ประเภท การชงกาแฟ Slow Bar รสชาติที่ไม่เหมือนใคร

1. เฟรนช์เพรส (French Press)

 

ชงกาแฟด้วยวิธีเฟรนช์เพรส

 

การชงกาแฟด้วย French Press เป็นวิธีที่เรียบง่ายแต่ได้รสชาติเข้มข้น โดยใช้วิธีแช่กาแฟในน้ำร้อนประมาณ 3-4 นาที เพื่อให้กาแฟค่อย ๆ สกัดตัวออกมา เมื่อครบเวลา เคล็ดลับสำคัญในการแยกกากกาแฟออกจากน้ำกาแฟ คือ การกดก้านสูบเบา ๆ จนแตะผงกาแฟด้านล่าง แต่ไม่ควรกดอัดผงกาแฟจนแน่นเกินไป เพราะจะทำให้กาแฟขม วิธีนี้จะได้กาแฟที่มีรสชาติเข้มข้น หอมกลิ่นกาแฟคั่ว และยังคงมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มนวลเล็กน้อยจากกากกาแฟที่หลงเหลืออยู่เล็กน้อย

อุปกรณ์หลักที่ใช้ : เครื่อง French Press

 

2. แอโรเพรส (Aeropress) 

 

บาริสต้าทำกาแฟด้วยวิธีแอโรเพรส

 

Aeropress เป็นอุปกรณ์ชงกาแฟที่ได้รับความนิยมมาก เพราะมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนรสชาติได้หลากหลาย โดยหลักการทำงานคือการใช้แรงดันอากาศในการดันน้ำร้อนผ่านกาแฟบด ทำให้ได้กาแฟที่มีรสชาติเข้มข้นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เทคนิคการชงมีหลากหลายวิธี เช่น การกลับเครื่องก่อนหรือหลังเทน้ำร้อน การแช่กาแฟนานเท่าไหร่ หรือการคนกาแฟกี่ครั้ง ซึ่งแต่ละวิธีจะให้รสชาติที่แตกต่างกันออกไป

อุปกรณ์หลักที่ใช้ : เครื่อง Aeropress

 

3. หม้อต้มกาแฟ (Moka Pot) 

 

เทกาแฟจากหม้อต้มกาแฟ

 

การใช้หม้อต้มกาแฟค่อนข้างเรียบง่าย แต่มีหลักการที่น่าสนใจ คือ เริ่มจากตั้งหม้อบนเตา ใส่น้ำลงไปในส่วนล่าง แล้วก็ใส่กาแฟบดลงไปในส่วนบน พอนำไปตั้งไฟ น้ำด้านล่างจะเดือดกลายเป็นไอน้ำ แล้วแรงดันจากไอน้ำเนี่ยแหละจะดันน้ำร้อนขึ้นไปผ่านกาแฟบด ทำให้ได้กาแฟเข้มข้นหอมกรุ่นออกมาเลย โดยกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งจะแตกต่างจากการชงกาแฟดริปที่ใช้เวลาในการสกัดนานกว่ามาก ใครอยากรู้จักความคลาสสิกของ Moka Pot ให้มากกว่านี้ไปตามกันต่อได้เลย

สรุปง่าย ๆ คือ น้ำร้อน > เปลี่ยนเป็นไอน้ำ > สร้างแรงดัน > ดันน้ำร้อนผ่านกาแฟบด > ได้กาแฟเอสเปรสโซเข้มข้น

อุปกรณ์หลักที่ใช้ : Moka Pot 

 

4. ไซฟอน (Syphon)

 

เครื่องชงกาแฟสุญญากาศ หรือ ไซฟอน

 

เจ้าอุปกรณ์ที่เหมือนอยู่ในห้องแล็บนี้ทีชื่อว่า ไซฟอน หรือที่รู้จักกันในชื่อ เครื่องชงกาแฟสุญญากาศ ถูกคิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ปี 1830 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันนามว่า Loeff ซึ่งหลักการทำงานของไซฟอน นั้นน่าสนใจมาก เพราะเป็นการนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับการชงกาแฟ ทำให้ได้รสชาติที่พิเศษและแตกต่างจากวิธีการชงอื่น ๆ หลักการทำงานของไซฟอนจะใช้แรงดันของไอน้ำในการดึงน้ำร้อนขึ้นไปชงกาแฟ และใช้หลักการควบแน่นของไอน้ำในการดึงกาแฟที่ได้ลงมาด้านล่าง ทำให้ได้กาแฟที่ใสสะอาดและมีรสชาติที่นุ่มนวล

อุปกรณ์หลักที่ใช้ : เครื่อง Syphon (Vacuum Coffee)

 

5. ดริปกาแฟ (Drip Coffee)

 

ดริปกาแฟ

 

การดริปกาแฟนั้นเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความพิถีพิถัน โดยหลัก ๆ แล้ว การดริปกาแฟคือการเทน้ำร้อนผ่านกาแฟบดที่อยู่บนตัวกรองทีละน้อย ๆ เพื่อให้ได้กาแฟที่รสชาติกลมกล่อมและหอมละมุน เมื่อน้ำร้อนสัมผัสกับกาแฟบด น้ำก็จะค่อย ๆ ดึงรสชาติกาแฟออกมา ทำให้ได้กาแฟที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ความรู้สึกของการได้เห็นสีน้ำตาลทองค่อย ๆ ไหลผ่านตัวกรอง พร้อมกลิ่นหอมกรุ่นที่ลอยอบอวล เป็นเหมือนช่วงเวลาที่ได้พักผ่อนจิตใจสุด ๆ 

อุปกรณ์หลักที่ใช้ : เครื่องชงดริป (Dripper) / กระดาษกรองกาแฟ (Filter Paper)

 

6. สกัดเย็น (Cold Brew)

 

เทกาแฟสกัดเย็นจากเหยือกลงแก้ว

 

การสกัดเย็น นั้นใช้วิธีการแช่กาแฟบดในน้ำเย็นเป็นเวลานานหลายชั่วโมง หลังจากนั้นจึงทำการกรองกาแฟออก อัตราส่วนของกาแฟต่อน้ำสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความชอบ แต่โดยทั่วไปจะใช้กาแฟต่อน้ำ 1:5 และสิ่งสำคัญของการทำกาแฟสกัดเย็น คือ เวลาในการแช่ ที่จะส่งผลต่อความเข้มข้นของกาแฟโดยตรง ซึ่งรสชาติที่ได้จะแตกต่างออกไปจากการใช้ความร้อน โดยจะได้กาแฟที่มีรสชาติกลมกล่อม นุ่มนวลเบา ๆ นอกจากนี้ การสกัดเย็นยังช่วยลดความขมและความเปรี้ยวของกาแฟอีกด้วย แม้จะใช้เวลานานกว่าวิธีชงกาแฟแบบอื่น แต่รสชาติที่ได้นั้นคุ้มค่าการรอคอยจริง ๆ

อุปกรณ์หลักที่ใช้ : โถแก้ว / กระดาษกรองกาแฟ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกาแฟ Slow Bar

1. กาแฟ Slow Bar ใช้เมล็ดกาแฟแบบไหน

กาแฟ Slow Bar สามารถใช้ได้กับเมล็ดกาแฟแทบทุกประเภท แต่ส่วนใหญ่นิยมใช้เมล็ดคั่วอ่อนถึงคั่วกลาง เพราะช่วยให้รสชาติและกลิ่นเฉพาะตัวของเมล็ดกาแฟโดดเด่นมากขึ้น ทำให้ดื่มแล้วรับรู้ถึงคาแรกเตอร์ของกาแฟแต่ละตัวได้ชัดเจน

2. กาแฟ Slow Bar เหมาะกับใคร

จริง ๆ แล้วเหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะคนที่อยากเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการดื่มกาแฟ หรือคนที่อยากรู้ว่าเมล็ดกาแฟแต่ละแหล่งปลูกมีรสชาติแตกต่างกันยังไง เพราะกาแฟ Slow Bar จะช่วยให้สัมผัสรสชาติกาแฟที่ละเอียดกว่าเดิม 

3. รสชาติของกาแฟ Slow Bar เป็นอย่างไร 

รสชาติของกาแฟ Slow Bar จะไม่มีรสชาติที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ และระดับการคั่วของเมล็ดกาแฟที่ใช้ล้วน ๆ บางตัวให้รสคล้ายผลไม้ เช่น เบอร์รี่ ส้ม หรือมะนาว บางตัวก็หวานแบบคาราเมล ช็อกโกแลต หรือถั่ว แล้วบางทีก็มีกลิ่นดอกไม้ ถือเป็นอีกเสน่ห์ของกาแฟ Slow Bar ที่ทำให้แต่ละแก้วไม่เหมือนกัน

 

ชวนทำกาแฟสโลว์บาร์ยุคใหม่ ด้วยเครื่องชงกาแฟ Doppio 

เข้าใจผิดกันบ่อย ๆ ว่ากาแฟสโลว์บาร์จะต้องชงด้วยวิธีดั้งเดิมเท่านั้น จริง ๆ แล้ว สโลว์บาร์เน้นที่กระบวนการชงที่ใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้รสชาติกาแฟที่ออกมาดีที่สุด ซึ่งเครื่องทำกาแฟสมัยใหม่หลายรุ่นก็สามารถตอบโจทย์แนวคิดนี้ได้เป็นอย่างดี และหนึ่งในนั้นคือเครื่องชงกาแฟ Doppio จาก Beno

Doppio

Doppio เป็นเครื่องชงกาแฟขนาดกระทัดรัด ดีไซน์มินิมอลที่ฟังก์ชันครบครัน มีหน้าจอดิจิตอลที่ใช้งานง่าย ช่วยให้คุณตั้งค่าต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปริมาณกาแฟบด เพื่อควบคุมความเข้มข้นของรสชาติ หรือการตั้งเวลาสกัดกาแฟที่นานขึ้น เพื่อให้กาแฟสกัดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ Doppio ยังสามารถปรับตั้งอุณหภูมิของน้ำร้อนได้ตามต้องการ มาพร้อมฟังก์ชัน Pre-infusion ที่จะทำให้การสกัดกาแฟออกมาสม่ำเสมอ ได้เป็นกาแฟที่มีรสชาติกลมกล่อม หอมเข้มข้น ไม่ว่าจะมือใหม่หัดชง หรือหรือบาริสต้ามืออาชีพก็ตอบโจทย์ เหมาะกับร้านกาแฟขนาดเล็กและ Home Use บอกเลยว่าใครที่ใช้เครื่องชงกาแฟ Doppio คุณสามารถสร้างประสบการณ์การทำกาแฟสโลว์บาร์ได้อย่างไม่มีขีดจำกัดเลย!


อยากชงกาแฟอร่อย ๆ ดื่มเองที่บ้าน ต้องมี Beno คู่ใจ! ตอนนี้มีโปรโมชั่นดี ๆ ให้สาวกคอกาแฟได้ช้อปเพลิน ๆ ลดไปเลย 200 บาท เมื่อใส่โค้ด BENOA200 ที่ Shopee รีบเลย!

 

เครื่องชงกาแฟ beno