ถ้าพูดถึงกาแฟที่คอกาแฟตัวจริงยกให้เป็นตัวท็อปของโลก ยังไงชื่อของ กาแฟอาราบิก้า ก็ต้องมาเป็นอันดับต้น ๆ แน่นอน เพราะไม่ว่าจะไปคาเฟ่ทั่วไป หรือร้าน Specialty Coffee พอเปิดเมนูดู หรืออ่านรายละเอียดบนถุงเมล็ดกาแฟ ก็มักจะเห็นคำว่ากาแฟอาราบิก้าอยู่เสมอ จนหลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสายพันธุ์นี้ถึงได้รับความนิยมขนาดนี้ และวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกาแฟอาราบิก้าให้มากขึ้น ตั้งแต่ต้นกำเนิดตั้งแต่ที่มา แหล่งปลูก ไปจนถึงเหตุผลที่ทำให้ กาแฟอาราบิก้า กลายเป็นมาตรฐานของวงการกาแฟทั่วโลก

กาแฟอาราบิก้า คืออะไร
กาแฟอาราบิก้า คือสายพันธุ์กาแฟที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60–70% ของผลผลิตกาแฟทั้งหมดทั่วโลก โดยจุดเด่นของกาแฟอาราบิก้าอยู่ที่กลิ่นหอมที่ชัด ให้โน้ตรสชาติหลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแหล่งปลูกและวิธีคั่ว และกาแฟอาราบิก้า มักปลูกในพื้นที่สูง อากาศเย็น เช่น โซนภูเขาทางตอนเหนือของไทย ทำให้รสชาติเปรี้ยว อมหวานแบบสดใส ไม่ขมบาดคอ เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมกาแฟอาราบิก้าถึงกลายเป็นตัวเลือกหลักของคอกาแฟสายคุณภาพทั่วโลก
ต้นกำเนิดของกาแฟอาราบิก้า
ต้นกำเนิดของกาแฟอาราบิก้ามาจากประเทศอาระเบียหรือเอธิโอเปีย และส่งออกจากมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ปัจจุบันจังหวัดภาคเหนือได้ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไทยภูเขาปลูกเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น และยาเสพติดมาตั้งแต่ปี 2529 โดยโครงการหลวงฯ และศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูง คณะเกษตร มช.พื้นที่การส่งเสริมปลูกบนภูเขาสูงในเขตอำเภอแม่แตง เชียงดาว จนปัจจุบันกลายเป็นพืชการเกษตรที่สำคัญอย่างหนึ่งของไทย

กาแฟอาราบิก้าและกาแฟโรบัสต้าต่างกันอย่างไร
กาแฟอาราบิก้าและโรบัสต้า ถูกปลูกในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน จึงทำให้ปริมาณผลผลิตที่ได้แตกต่างกัน รวมถึงรสชาติ ความหอม ก็แตกต่างกันด้วย โดยอาราบิก้าจะมีความหวาน และเปรี้ยวมากกว่า มีกลิ่นหอมที่ละมุนกว่า นอกจากรสชาติแล้ว ลักษณะของเม็ดก็ยังแตกต่างกัน โดยเมล็ดกาแฟอาราบิก้าจะมีรูปทรงกลมค่อนไปทางรี มีสีเข้ม มีรสชาติและรสสัมผัสที่นุ่มนวล ไม่เข้มหรือขม แต่ให้รสขมเจือหวาน และมีกลิ่นคล้ายช็อกโกแลต เมล็ดกาแฟอาราบิก้าที่ปลูกในบางพื้นที่ยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว คล้ายกลิ่นเบอร์รี่ กลิ่นวนิลา หรือกลิ่นของดอกไม้อีกด้วย
ส่วนกาแฟโรบัสต้านั้น ปลูกง่ายและทนต่อภูมิอากาศได้ดีกว่ากาแฟอาราบิก้า ตัวเมล็ดมีสีอ่อนกว่า และมีรสชาติที่ไม่ซับซ้อน เข้มขมถึงใจ จึงนิยมนำมาใช้ในเมนูเอสเปรสโซ่ หรือนำมาผลิตเป็นกาแฟสำเร็จรูป
สรรพคุณของกาแฟอาราบิก้า
กาแฟมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรค และช่วยบำรุงร่างกายได้ หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม โดยสรรพคุณของกาแฟอาราบิก้า ได้แก่
- กาแฟอาราบิก้าที่ไม่ผสมนมหรือน้ำตาล ช่วยลดน้ำระดับตาลในเลือด
- ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ เพราะกลิ่นของกาแฟอาราบิก้าช่วยให้ผ่อนคลาย
- ลดความเครียด
- มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ ทำให้ไม่ง่วง
- ลดความเสี่ยงการเกิดโรคอัลไซเมอร์
- ช่วยละลายไขมัน และเพิ่มไขมันดี (HDL)
- ช่วยขับปัสสาวะ
ถึงแม้กาแฟอาราบิก้าจะมีประโยชน์มากมาย แต่หากดื่มในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการเสพติด เมื่อหยุดดื่มจะมีอาการปวดศีรษะ กระสับกระส่าย ร่างกายอ่อนเพลีย และง่วงนอนได้
เมนูกาแฟแนะนำจากเมล็ดกาแฟอาราบิก้า
เมล็ดกาแฟอาราบิก้ามีรสชาติและกลิ่นหอมที่นุ่มละมุน จึงเหมาะกับการนำไปปรุงเป็นเมนูร้อนต่าง ๆ มาดูเมนูกาแฟแนะนำ พร้อมรู้จักกับแต่ละเมนูกาแฟกันเลย

1. Americano (อเมริกาโน่)
อเมริกาโน่ เมนูพื้นฐานที่วัดคุณภาพเมล็ดกาแฟได้ดีที่สุด เพราะไม่มีนม น้ำเชื่อม หรือท็อปปิ้งใด ๆ มาช่วยกลบรสชาติ พอใช้กาแฟอาราบิก้าชงเป็นช็อตแล้วเติมน้ำร้อนในอัตราส่วนพอดี ๆ จะได้รสที่ใส กลิ่นหอม และมีมิติชัดมาก บางตัวจะออกโทนผลไม้ บางตัวจะมีความหวานคล้ายคาราเมล ใครเป็นสายดื่มกาแฟดำ หรือกำลังอยากเข้าใจคาแรกเตอร์แท้ ๆ ของเมล็ด แนะนำให้เริ่มที่อเมริกาโน่ บอกเลยว่าเมนูนี้คือของจริง ได้ชิมคาแรกเตอร์ของกาแฟอาราบิก้าแท้ ๆ แน่นอน
2. 𝗖𝗮𝗽𝗽𝘂𝗰𝗰𝗶𝗻𝗼 (คาปูชิโน)
คาปูชิโน เป็นกาแฟที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี สำหรับคนที่ไม่ชอบกาแฟเข้มมาก ขอแนะนำกาแฟชนิดนี้ เพราะมีรสที่นุ่มละมุน ดื่มง่าย มีส่วนประกอบหลักคือกาแฟเอสเปรสโซ แต่เพิ่มนมสด และฟองนมเข้ามา เหมาะสำหรับท่านที่อยากลดความเข้มข้นของกาแฟลงมาหน่อย แถมได้สัมผัสความละมุนจากฟองนมนุ่ม ๆ ตอนดื่ม อาจโรยหน้าด้วยผงซินนาม่อน หรือผงโกโก้เล็กน้อยตามความชอบ โดยปกติแล้วชาวอิตาลีมักจะดื่มคาปูชิโนพร้อมขนมปังในมื้อเช้า หรืออาจจะเปลี่ยนเป็นบิสกิตหรือคุกกี้ก็ได้เช่นกัน รับรองว่าเป็นมื้อเช้าที่ลงตัวสุดๆ
3. Mocca (มอคค่า)
มอคค่า เป็นอีกหนึ่งเมนูกาแฟที่หลายคนโปรดปรานมาก แท้จริงแล้ว มอคค่า คือกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าแท้ แต่มีความพิเศษคือ สี กลิ่น จะคล้ายโกโก้ และรสชาติของเมล็ดกาแฟคล้ายกับมีส่วนผสมของช็อคโกแลตอยู่ด้วย ปัจจุบันได้มีการดัดแปลงนำเอากาแฟเอสเปรสโซ่ มาผสมกับโกโก้หรือช็อคโกแลต เพื่อให้ดื่มง่ายขึ้น และพัฒนาสูตรมาเรื่อยๆ จนติดใจคอกาแฟรุ่นใหม่หลายคนที่ไม่ชอบกาแฟรสเข้มมากนัก
4. Latte (ลาเต้)
หากใครที่ชอบความหวานมัน นุ่มละมุนของฟองนม กาแฟลาเต้นับเป็นตัวเลือกที่ดี “ลาเต้” เป็นภาษาอิตาลีที่แปลว่านม ปัจจุบันเครื่องดื่มจำนวนไม่น้อยในหลายคาเฟ่มักจะพ่วงคำว่า ลาเต้ (Latte) ต่อท้ายด้วย เช่น มัทฉะ ลาเต้ (Matcha Latte) ก็คือชาเขียวใส่นม เป็นต้น ดังนั้นในเมนูกาแฟ ลาเต้ จึงหมายถึงเครื่องดื่มกาแฟที่เตรียมด้วยนมร้อน โดยการเทเอสเปรสโซ และนมร้อนลงไปและตกแต่งหน้าตาบนถ้วยกาแฟด้วยฟองนม ลาเต้มักนิยมนำมาทำลวดลายศิลปะบนฟองนม หรือที่เรียกว่าลาเต้อาร์ต (Latte Art) กาแฟชนิดนี้มีรสชาติต่างจากคาปูชิโนตรงที่ลาเต้จะมีการใส่ช็อตเอสเปรซโซ่น้อยกว่า สูตรการเทนมก็มีปริมาณที่แตกต่างกัน ลาเต้จึงให้รสชาติที่เข้มและหอมมันกว่ากาแฟประเภทอื่นและอาจจะต้องแลกมากับแคลลอรี่ที่เยอะกว่ากาแฟเมนูอื่น
คำถามเกี่ยวกับกาแฟอาราบิก้า
อ่านมาถึงตรงนี้ก็ได้รู้จักกับกาแฟอาราบิก้ากันพอสมควร แต่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกาแฟอาราบิก้าที่น่ารู้อีกหลายข้อ
กาแฟอาราบิก้ารสชาติเป็นยังไง
รสชาติที่แท้จริงของเมล็ดกาแฟอาราบิก้า คือความขมที่ปนหวานเล็กน้อย และมีกลิ่นสัมผัสของผลไม้ เมื่อนำมาสกัดเป็นกาแฟจะดื่มง่ายจึงเป็นที่นิยมไปทั่วโลก แต่หากนำไปปรุงเป็นเมนูกาแฟอื่น ๆ ที่มีการเพิ่มส่วนผสมต่าง ๆ เข้าไป เช่น นม หรือไซรัป ก็จะได้กาแฟที่ดื่มง่าย มีรสชาติของส่วนผสมอื่นชัดเจน ดังนั้นคอกาแฟที่ชอบรสชาติกาแฟเข้มขม จึงนิยมดื่มอาราบิก้าในเมนูเอสเปรสโซ่ หรือ อเมริกาโน่
กาแฟอาราบิก้า ที่ไหนดี
หากคุณกำลังมองหาเมล็ดกาแฟอาราบิก้าอยู่ บทความนี้จะแนะนำเมล็ดกาแฟอาราบิก้าคุณภาพดีจากดอยไทยที่ควรหามาลิ้มลอง
- กาแฟดอยวาวี กาแฟดอยตุง
- กาแฟดอยช้าง
- กาแฟดอยหมอก
- กาแฟอาข่า อ่ามา
- กาแฟปางขอน
- กาแฟแม่จันใต้
กาแฟอาราบิก้าจากดอยเหล่านี้หาซื้อได้ง่ายในประเทศไทย และมีราคาที่ไม่สูงมาก คอกาแฟมือใหก็หาซื้อได้ง่ายตามร้านค้าทั่วไป
กาแฟอาราบิก้ามีกี่สายพันธุ์ พร้อมยกตัวอย่าง
กาแฟอาราบิก้ามีสายพันธ์ุมากมาย โดยสายพันธ์ุที่เป็นที่รู้จักกันดีจะมี 6 สายพันธ์ุ ได้แก่
- ทิปิก้า (Typica)
- เบอร์บอน (Bourbon)
- คาทูร์รา (Caturra)
- คาทุย (Catuai)
- พาคามารา (Pacamara)
- เกอิชาหรือเกชา (Geisha/ Gesha)
กาแฟอาราบิก้าสายพันธ์ุเหล่านี้นิยมปลูกในประเทศแถบอเมริกากลาง และใต้ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์จะแตกต่างกันที่ลักษณะลำต้น สีของยอด ทรงพุ่ม ลักษณะใบ ผล เมล็ด และสีของผลกาแฟ รวมถึงกลิ่นของเมล็ดกาแฟด้วย แม้ว่ากาแฟจะมีประโยชน์มากมาย แต่การดื่มกาแฟมากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดโทษได้ โดยเฉพาะหากเลือกดื่มกาแฟอาราบิก้าที่มีส่วนผสมของนมหรือน้ำตาลในปริมาณมาก
กาแฟอาราบิก้า คั่วแบบไหนอร่อยที่สุด
จริง ๆ แล้วไม่มีคำตอบตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าเราชอบรสชาติแบบไหน แต่ถ้าต้องการดึงเอกลักษณ์ของกาแฟอาราบิก้าออกมาให้ชัดที่สุด ระดับคั่วอ่อนถึงคั่วกลาง มักเป็นระดับที่คอกาแฟหลายคนชื่นชอบ โดยเฉพาะสาย Specialty เพราะยังคงกลิ่นหอมผลไม้ ความเปรี้ยวสดใส และความหวานธรรมชาติของเมล็ดไว้ได้ถ้าคั่วเข้มเกินไป รสชาติจะเอนไปทางขมและกลิ่นคั่วกลบคาแรกเตอร์เดิมของเมล็ด ดังนั้นถ้าอยากสัมผัสเสน่ห์แท้ ๆ ของกาแฟอาราบิก้า แนะนำเริ่มจากคั่วกลาง แล้วค่อยปรับตามความชอบของตัวเองจะดีที่สุด
เปิดสูตรชง กาแฟอาราบิก้า ให้หอมละมุนด้วยอุปกรณ์จาก Beno
สัมผัสเสน่ห์ของ กาแฟอาราบิก้า สายพันธุ์ยอดฮิตที่คอกาแฟเลิฟมาก ด้วยกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม มีความเปรี้ยวหวานอย่างลงตัว และให้มิติรสชาติที่ซับซ้อน จะทำเอสเพรสโซ่ อเมริกาโน่ หรือเมนูนมก็รอดหมด แต่ถ้าอยากชงให้อร่อยแบบดึงรสของกาแฟอาราบิก้าออกมาได้เต็มที่ อุปกรณ์ดี ๆ คือเรื่องสำคัญ Beno มีครบทั้งเครื่องชงกาแฟ เครื่องบด และเมล็ดกาแฟคุณภาพ โดยเฉพาะเครื่องชงกาแฟ PRO-FLEX ที่ตอบโจทย์สายโฮมบาริสต้ามาก เพราะบด ชง ตีฟองนมได้ในเครื่องเดียวแบบ All-in-one ใช้งานง่าย ใครอยากอัปเกรดมุมกาแฟที่บ้านให้ดูโปรขึ้น ลองเข้าไปช้อปที่ Shopee Thailand แล้วใช้โค้ด BENOA200 รับส่วนลดพิเศษ 200 บาท บอกเลยว่าคุ้มมาก ได้ทั้งของดีและดีลพิเศษในครั้งเดียวเลย
