รู้จักกับกาแฟอาราบิก้า สายพันธุ์กาแฟอันเลื่องชื่อ

กาแฟอาราบิก้า

กาแฟอาราบิก้า คือสายพันธุ์กาแฟยอดนิยมอันดับ 1 ของโลก สัดส่วนผลผลิตกว่า 60-70% ทั่วโลก จุดเด่นอยู่ที่กลิ่นหอมละมุน รสชาติซับซ้อนมีเปรี้ยวอมหวาน ไม่ขมบาดคอเหมือนโรบัสต้า และยังเป็นกาแฟที่เป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของคอกาแฟสาย Specialty ทั่วโลก   

ถ้าพูดถึงกาแฟที่คอกาแฟตัวจริงยกให้เป็นตัวท็อปของโลก ยังไงชื่อของ กาแฟอาราบิก้า ก็ต้องมาเป็นอันดับต้น ๆ แน่นอน เพราะไม่ว่าจะไปคาเฟ่ทั่วไป หรือร้าน Specialty Coffee พอเปิดเมนูดู หรืออ่านรายละเอียดบนถุงเมล็ดกาแฟ ก็มักจะเห็นคำว่ากาแฟอาราบิก้าอยู่เสมอ จนหลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสายพันธุ์นี้ถึงได้รับความนิยมขนาดนี้ และวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกาแฟอาราบิก้าให้มากขึ้น ตั้งแต่ต้นกำเนิดตั้งแต่ที่มา แหล่งปลูก ไปจนถึงเหตุผลที่ทำให้ กาแฟอาราบิก้า กลายเป็นมาตรฐานของวงการกาแฟทั่วโลก

 

ทำไมใคร ๆ ก็ชอบ กาแฟอาราบิก้า สรุปครบทุกเรื่องที่คนรักกาแฟต้องรู้ 

  • กาแฟอาราบิก้า : คือสายพันธุ์กาแฟที่ครองใจคอกาแฟทั่วโลก ด้วยสัดส่วนการปลูกสูงถึง 60-70% ของผลผลิตกาแฟทั้งหมด

  • จุดเด่น : อยู่ที่กลิ่นหอมละมุน รสชาติซับซ้อน มีทั้งความหวาน ความเปรี้ยว และโน้ตผลไม้ ขึ้นอยู่กับแหล่งปลูกและระดับการคั่ว 

  • แหล่งเพาะปลูก : มักปลูกในพื้นที่สูง อากาศค่อนข้างเย็น โดยในไทยพบมากในจังหวัดภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย น่าน และแม่ฮ่องสอน 

  • สายพันธุ์กาแฟ : ได้แก่ Typica, Bourbon, Caturra, Catuai, Pacamara และ Geisha (Gesha) 

  • เปรียบเทียบ : กาแฟอาราบิก้า จะมีรสชาติที่นุ่มกว่า หอมกว่า และมีความเปรี้ยวอมหวาน แต่โรบัสต้าจะให้รสเข้มและขมชัดกว่า 

  • ชงได้หลากหลายเมนู : ตั้งแต่อเมริกาโน่ คาปูชิโน มอคค่า ไปจนถึงลาเต้ โดยแต่ละเมนูจะดึงรสชาติของเมล็ดออกมาแตกต่างกัน

 

กาแฟอาราบิก้า

 

กาแฟอาราบิก้า คืออะไร

กาแฟอาราบิก้า คือสายพันธุ์กาแฟที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60–70% ของผลผลิตกาแฟทั้งหมดทั่วโลก โดยจุดเด่นของกาแฟอาราบิก้าอยู่ที่กลิ่นหอมที่ชัด ให้โน้ตรสชาติหลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแหล่งปลูกและวิธีคั่ว และกาแฟอาราบิก้า มักปลูกในพื้นที่สูง อากาศเย็น เช่น โซนภูเขาทางตอนเหนือของไทย ทำให้รสชาติเปรี้ยว อมหวานแบบสดใส ไม่ขมบาดคอ เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมกาแฟอาราบิก้าถึงกลายเป็นตัวเลือกหลักของคอกาแฟสายคุณภาพทั่วโลก

 

ต้นกำเนิดของกาแฟอาราบิก้า

ต้นกำเนิดของกาแฟอาราบิก้ามาจากประเทศอาระเบียหรือเอธิโอเปีย และส่งออกจากมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ปัจจุบันจังหวัดภาคเหนือได้ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไทยภูเขาปลูกเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น และยาเสพติดมาตั้งแต่ปี 2529 โดยโครงการหลวงฯ และศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูง คณะเกษตร มช.พื้นที่การส่งเสริมปลูกบนภูเขาสูงในเขตอำเภอแม่แตง เชียงดาว จนปัจจุบันกลายเป็นพืชการเกษตรที่สำคัญอย่างหนึ่งของไทย

 

กาแฟอาราบิก้าและกาแฟโรบัสต้าต่างกันอย่างไร

 

กาแฟอาราบิก้าและกาแฟโรบัสต้าต่างกันอย่างไร

กาแฟอาราบิก้าและโรบัสต้า ถูกปลูกในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน จึงทำให้ปริมาณผลผลิตที่ได้แตกต่างกัน รวมถึงรสชาติ ความหอม ก็แตกต่างกันด้วย โดยอาราบิก้าจะมีความหวาน และเปรี้ยวมากกว่า มีกลิ่นหอมที่ละมุนกว่า นอกจากรสชาติแล้ว ลักษณะของเม็ดก็ยังแตกต่างกัน โดยเมล็ดกาแฟอาราบิก้าจะมีรูปทรงกลมค่อนไปทางรี มีสีเข้ม มีรสชาติและรสสัมผัสที่นุ่มนวล ไม่เข้มหรือขม แต่ให้รสขมเจือหวาน และมีกลิ่นคล้ายช็อกโกแลต เมล็ดกาแฟอาราบิก้าที่ปลูกในบางพื้นที่ยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว คล้ายกลิ่นเบอร์รี่ กลิ่นวานิลลา หรือกลิ่นของดอกไม้อีกด้วย

ส่วนกาแฟโรบัสต้านั้น ปลูกง่ายและทนต่อภูมิอากาศได้ดีกว่ากาแฟอาราบิก้า ตัวเมล็ดมีสีอ่อนกว่า และมีรสชาติที่ไม่ซับซ้อน เข้มขมถึงใจ จึงนิยมนำมาใช้ในเมนูเอสเปรสโซ่ หรือนำมาผลิตเป็นกาแฟสำเร็จรูป


เปรียบเทียบ

กาแฟอาราบิก้า

กาแฟโรบัสต้า

แหล่งปลูกและสภาพอากาศ

ชอบอากาศเย็นและพื้นที่สูง ต้องการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จึงดูแลและปลูกค่อนข้างยากกว่า

ทนต่อสภาพอากาศร้อนได้ดี ปลูกง่าย และปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้มากกว่า

ลักษณะเมล็ด 

เมล็ดค่อนข้างรีและแบนตรงกลาง มีร่องตรงกลางเป็นเส้นโค้งเล็กน้อย

เมล็ดมีลักษณะกลมกว่า และร่องตรงกลางค่อนข้างเป็นเส้นตรง

สีของเมล็ด

โดยทั่วไปเมล็ดดิบมีโทนสีเขียว และเมื่อคั่วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลตามระดับการคั่ว

เมล็ดดิบมีโทนสีเขียวอมเหลือง และเมื่อคั่วจะเปลี่ยนสีตามระดับการคั่ว

กลิ่น

มีกลิ่นหอมที่หลากหลาย อาจพบโน้ตคล้ายผลไม้ เบอร์รี่ ดอกไม้ วานิลลา หรือช็อกโกแลต 

กลิ่นค่อนข้างหนัก กลิ่นออกไปทางถั่วคั่วและไม้ 

รสชาติ

รสชาติซับซ้อนกว่า มีความหวานและเปรี้ยว ไม่ขมจัด ให้รสขมปนหวานแบบกลมกล่อม ดื่มง่าย

รสชาติเข้มกว่า มีความขมและฝาดเด่น ให้บอดี้แน่น

ปริมาณคาเฟอีน 

มีคาเฟอีนต่ำกว่าโรบัสต้า 

มีคาเฟอีนสูงกว่าอาราบิก้า 

 

สรรพคุณของกาแฟอาราบิก้า

กาแฟมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรค และช่วยบำรุงร่างกายได้ หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม โดยสรรพคุณของกาแฟอาราบิก้า ได้แก่ 

  • กาแฟอาราบิก้าที่ไม่ผสมนมหรือน้ำตาล ช่วยลดน้ำระดับตาลในเลือด
  • ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ เพราะกลิ่นของกาแฟอาราบิก้าช่วยให้ผ่อนคลาย
  • ลดความเครียด
  • มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ ทำให้ไม่ง่วง 
  • ลดความเสี่ยงการเกิดโรคอัลไซเมอร์
  • ช่วยละลายไขมัน และเพิ่มไขมันดี (HDL)
  • ช่วยขับปัสสาวะ

ถึงแม้กาแฟอาราบิก้าจะมีประโยชน์มากมาย แต่หากดื่มในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการเสพติด เมื่อหยุดดื่มจะมีอาการปวดศีรษะ กระสับกระส่าย ร่างกายอ่อนเพลีย และง่วงนอนได้

 

เมนูกาแฟแนะนำจากเมล็ดกาแฟอาราบิก้า

เมล็ดกาแฟอาราบิก้ามีรสชาติและกลิ่นหอมที่นุ่มละมุน จึงเหมาะกับการนำไปปรุงเป็นเมนูร้อนต่าง ๆ มาดูเมนูกาแฟแนะนำ พร้อมรู้จักกับแต่ละเมนูกาแฟกันเลย


กาแฟแนะนำจากเมล็ดกาแฟอาราบิก้า

 

1. Americano (อเมริกาโน่)

อเมริกาโน่ เมนูพื้นฐานที่วัดคุณภาพเมล็ดกาแฟได้ดีที่สุด เพราะไม่มีนม น้ำเชื่อม หรือท็อปปิ้งใด ๆ มาช่วยกลบรสชาติ พอใช้กาแฟอาราบิก้าชงเป็นช็อตแล้วเติมน้ำร้อนในอัตราส่วนพอดี ๆ จะได้รสที่ใส กลิ่นหอม และมีมิติชัดมาก บางตัวจะออกโทนผลไม้ บางตัวจะมีความหวานคล้ายคาราเมล ใครเป็นสายดื่มกาแฟดำ หรือกำลังอยากเข้าใจคาแรกเตอร์แท้ ๆ ของเมล็ด แนะนำให้เริ่มที่อเมริกาโน่ บอกเลยว่าเมนูนี้คือของจริง ได้ชิมคาแรกเตอร์ของกาแฟอาราบิก้าแท้ ๆ แน่นอน 

 

2. 𝗖𝗮𝗽𝗽𝘂𝗰𝗰𝗶𝗻𝗼 (คาปูชิโน) 

คาปูชิโน เป็นกาแฟที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี สำหรับคนที่ไม่ชอบกาแฟเข้มมาก ขอแนะนำกาแฟชนิดนี้ เพราะมีรสที่นุ่มละมุน ดื่มง่าย มีส่วนประกอบหลักคือกาแฟเอสเปรสโซ แต่เพิ่มนมสด และฟองนมเข้ามา เหมาะสำหรับท่านที่อยากลดความเข้มข้นของกาแฟลงมาหน่อย แถมได้สัมผัสความละมุนจากฟองนมนุ่ม ๆ ตอนดื่ม อาจโรยหน้าด้วยผงซินนาม่อน หรือผงโกโก้เล็กน้อยตามความชอบ โดยปกติแล้วชาวอิตาลีมักจะดื่มคาปูชิโนพร้อมขนมปังในมื้อเช้า หรืออาจจะเปลี่ยนเป็นบิสกิตหรือคุกกี้ก็ได้เช่นกัน รับรองว่าเป็นมื้อเช้าที่ลงตัวสุดๆ

 

3. Mocca (มอคค่า)

มอคค่า เป็นอีกหนึ่งเมนูกาแฟที่หลายคนโปรดปรานมาก แท้จริงแล้ว มอคค่า คือกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าแท้ แต่มีความพิเศษคือ สี กลิ่น จะคล้ายโกโก้ และรสชาติของเมล็ดกาแฟคล้ายกับมีส่วนผสมของช็อคโกแลตอยู่ด้วย ปัจจุบันได้มีการดัดแปลงนำเอากาแฟเอสเปรสโซ่ มาผสมกับโกโก้หรือช็อคโกแลต เพื่อให้ดื่มง่ายขึ้น และพัฒนาสูตรมาเรื่อยๆ จนติดใจคอกาแฟรุ่นใหม่หลายคนที่ไม่ชอบกาแฟรสเข้มมากนัก 

 

4. Latte (ลาเต้) 

หากใครที่ชอบความหวานมัน นุ่มละมุนของฟองนม กาแฟลาเต้นับเป็นตัวเลือกที่ดี “ลาเต้” เป็นภาษาอิตาลีที่แปลว่านม ปัจจุบันเครื่องดื่มจำนวนไม่น้อยในหลายคาเฟ่มักจะพ่วงคำว่า ลาเต้ (Latte) ต่อท้ายด้วย เช่น มัทฉะ ลาเต้ (Matcha Latte) ก็คือชาเขียวใส่นม เป็นต้น ดังนั้นในเมนูกาแฟ ลาเต้ จึงหมายถึงเครื่องดื่มกาแฟที่เตรียมด้วยนมร้อน โดยการเทเอสเปรสโซ และนมร้อนลงไปและตกแต่งหน้าตาบนถ้วยกาแฟด้วยฟองนม ลาเต้มักนิยมนำมาทำลวดลายศิลปะบนฟองนม หรือที่เรียกว่าลาเต้อาร์ต (Latte Art) กาแฟชนิดนี้มีรสชาติต่างจากคาปูชิโนตรงที่ลาเต้จะมีการใส่ช็อตเอสเปรซโซ่น้อยกว่า สูตรการเทนมก็มีปริมาณที่แตกต่างกัน ลาเต้จึงให้รสชาติที่เข้มและหอมมันกว่ากาแฟประเภทอื่นและอาจจะต้องแลกมากับแคลลอรี่ที่เยอะกว่ากาแฟเมนูอื่น


 

คำถามเกี่ยวกับกาแฟอาราบิก้า

อ่านมาถึงตรงนี้ก็ได้รู้จักกับกาแฟอาราบิก้ากันพอสมควร แต่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกาแฟอาราบิก้าที่น่ารู้อีกหลายข้อ

 

กาแฟอาราบิก้ารสชาติเป็นยังไง

รสชาติที่แท้จริงของเมล็ดกาแฟอาราบิก้า คือความขมที่ปนหวานเล็กน้อย และมีกลิ่นสัมผัสของผลไม้ เมื่อนำมาสกัดเป็นกาแฟจะดื่มง่ายจึงเป็นที่นิยมไปทั่วโลก แต่หากนำไปปรุงเป็นเมนูกาแฟอื่น ๆ ที่มีการเพิ่มส่วนผสมต่าง ๆ เข้าไป เช่น นม หรือไซรัป ก็จะได้กาแฟที่ดื่มง่าย มีรสชาติของส่วนผสมอื่นชัดเจน ดังนั้นคอกาแฟที่ชอบรสชาติกาแฟเข้มขม จึงนิยมดื่มอาราบิก้าในเมนูเอสเปรสโซ่ หรือ อเมริกาโน่

 

กาแฟอาราบิก้า ที่ไหนดี

หากคุณกำลังมองหาเมล็ดกาแฟอาราบิก้าอยู่ บทความนี้จะแนะนำเมล็ดกาแฟอาราบิก้าคุณภาพดีจากดอยไทยที่ควรหามาลิ้มลอง 

  • กาแฟดอยวาวี กาแฟดอยตุง 
  • กาแฟดอยช้าง 
  • กาแฟดอยหมอก
  • กาแฟอาข่า อ่ามา
  • กาแฟปางขอน
  • กาแฟแม่จันใต้

กาแฟอาราบิก้าจากดอยเหล่านี้หาซื้อได้ง่ายในประเทศไทย และมีราคาที่ไม่สูงมาก คอกาแฟมือใหก็หาซื้อได้ง่ายตามร้านค้าทั่วไป 

 

กาแฟอาราบิก้ามีกี่สายพันธุ์ พร้อมยกตัวอย่าง

กาแฟอาราบิก้ามีสายพันธ์ุมากมาย โดยสายพันธ์ุที่เป็นที่รู้จักกันดีจะมี 6 สายพันธ์ุ ได้แก่ 

  • ทิปิก้า (Typica)
  • เบอร์บอน (Bourbon)
  • คาทูร์รา (Caturra)
  • คาทุย (Catuai)
  • พาคามารา (Pacamara)
  • เกอิชาหรือเกชา (Geisha/ Gesha)

กาแฟอาราบิก้าสายพันธ์ุเหล่านี้นิยมปลูกในประเทศแถบอเมริกากลาง และใต้ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์จะแตกต่างกันที่ลักษณะลำต้น สีของยอด ทรงพุ่ม ลักษณะใบ ผล เมล็ด และสีของผลกาแฟ รวมถึงกลิ่นของเมล็ดกาแฟด้วย แม้ว่ากาแฟจะมีประโยชน์มากมาย แต่การดื่มกาแฟมากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดโทษได้ โดยเฉพาะหากเลือกดื่มกาแฟอาราบิก้าที่มีส่วนผสมของนมหรือน้ำตาลในปริมาณมาก 

 

กาแฟอาราบิก้า คั่วแบบไหนอร่อยที่สุด

จริง ๆ แล้วไม่มีคำตอบตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าเราชอบรสชาติแบบไหน แต่ถ้าต้องการดึงเอกลักษณ์ของกาแฟอาราบิก้าออกมาให้ชัดที่สุด ระดับคั่วอ่อนถึงคั่วกลาง มักเป็นระดับที่คอกาแฟหลายคนชื่นชอบ โดยเฉพาะสาย Specialty เพราะยังคงกลิ่นหอมผลไม้ ความเปรี้ยวสดใส และความหวานธรรมชาติของเมล็ดไว้ได้ถ้าคั่วเข้มเกินไป รสชาติจะเอนไปทางขมและกลิ่นคั่วกลบคาแรกเตอร์เดิมของเมล็ด ดังนั้นถ้าอยากสัมผัสเสน่ห์แท้ ๆ ของกาแฟอาราบิก้า แนะนำเริ่มจากคั่วกลาง แล้วค่อยปรับตามความชอบของตัวเองจะดีที่สุด

 

เปิดสูตรชง กาแฟอาราบิก้า ให้หอมละมุนด้วยอุปกรณ์จาก Beno

กาแฟอาราบิก้าดี ๆ ถ้าได้อุปกรณ์ชงกาแฟที่ใช่ ยิ่งดึงกลิ่นหอมและรสชาติออกมาได้เต็มที่ จะชง เอสเปรสโซ่ อเมริกาโน่ หรือเมนูนมก็อร่อยได้แบบคาเฟ่ที่บ้าน BENO มีครบทั้งเครื่องชงกาแฟ เครื่องบด และเมล็ดกาแฟคุณภาพ โดยเฉพาะ BENO PRO-FLEX เครื่องชงกาแฟ All-in-one ที่บด ชง และตีฟองนมได้ในเครื่องเดียว ใช้งานง่าย เหมาะกับคนที่อยากยกระดับกาแฟแก้วโปรดโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์เยอะ

สำหรับคนที่กำลังคิดอยากเป็นโฮมบาริสต้า สามารถเลือกช้อปสินค้าจาก BENO ผ่านเว็บไซต์ ในราคาสุดคุ้ม หรือผ่าน Shopee Thailand ก็ได้เหมือนกัน นอกจากนี้ถ้ายังไม่ชัวร์ว่าเครื่องไหนเหมาะกับตัวเอง แอดไลน์ OA : @beno มาได้เลย ให้ทีมงานช่วยแนะนำแบบตรงใจ