การดื่มกาแฟอร่อย ๆ ไม่ได้อยู่แค่ที่เมล็ดดี ๆ หรือการชงกาแฟที่ถูกต้อง แต่อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของรสชาติ และกลิ่นเฉพาะตัวในแต่ละแก้วอยู่ที่ การคั่วกาแฟนี่แหละ ถือว่าการคั่วกาแฟเป็นศาสตร์พื้นฐานที่บาริสต้าหรือคนชงกาแฟ หรือแม้แต่นักชิมกาแฟมือใหม่ควรทำความเข้าใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะระดับการคั่วที่แตกต่างกันจะส่งผลโดยตรงต่อรสชาติและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของกาแฟแต่ละชนิด การมีความรู้ความเข้าใจในระดับการคั่วต่าง ๆ จะช่วยให้สามารถเลือกดื่มหรือนำเมล็ดกาแฟไปรังสรรค์เป็นเมนูเครื่องดื่มที่ตรงใจและเหมาะสมที่สุด
การคั่วกาแฟ คืออะไร?

การคั่วกาแฟ คือ การนำเมล็ดกาแฟดิบ (Green Bean) ที่ยังไม่มีรสหรือกลิ่นใด ๆ มาสีเอากะลาออก แล้วนำมาคั่วให้สุก เกิดกลิ่นไหม้ และดึงความหอมของเมล็ดกาแฟออกมาจากน้ำมันและสารระเหยต่าง ๆ ในตัวของเมล็ดกาแฟที่จะระเหยออกมาเมื่อโดนความร้อน ดังนั้นการเลือกเมล็ดกาแฟดิบเพื่อนำมาคั่วก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะกาแฟแต่ละแหล่งให้กลิ่นและรสสัมผัสที่แตกต่างกัน เมื่อเมล็ดกาแฟผ่านการคั่วแล้วจึงนำมาบดในระดับที่ต้องการแล้วนำไปสกัดเป็นกาแฟ และนำไปปรุงเป็นเมนูอื่น ๆ ต่อไป
ทฤษฎีการคั่วกาแฟ
การคั่วกาแฟเป็นกระบวนการให้ความร้อนแก่เมล็ดกาแฟเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสชาติ ดังนั้นจึงต้องทราบทฤษฎี และปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อรสชาติกาแฟ และทำให้กาแฟออกมารสชาติดีที่สุด นอกจากนั้นยังต้องให้รสชาติที่สม่ำเสมอและไม่ผิดเพี้ยนจากเมล็ดกาแฟเดิม
ผลกาแฟจะมีลักษณะเหมือนลูกเชอร์รี่ที่มีเมล็ดอยู่ด้านใน ส่วนที่นำมาใช้ทำกาแฟก็คือเมล็ดของผลกาแฟ ดังนั้นจึงต้องแกะเมล็ดกาแฟออกมาจากผลแล้วนำไปตากหรืออบให้แห้ง เพื่อให้ได้เมล็ดกาแฟดิบ หรือสารกาแฟเสียก่อน ซึ่งระดับความแห้งของเมล็ดกาแฟก็มีผลต่อระยะเวลาที่ใช้คั่วเช่นกัน
เมื่อเริ่มคั่วเมล็ดกาแฟเมล็ดกาแฟจะมีสีและกลิ่นที่เปลี่ยนไปตามระดับความสุกเริ่มตั้งแต่สีเหลืองปนน้ำตาลอ่อน หากคั่วต่อไปสีจะออกอมส้มและมีรสเปรี้ยวเพิ่มขึ้น เมื่อคั่วต่อไปจนเมล็ดกาแฟสีส้มเข้มขึ้นอีกเล็กน้อย เมล็ดกาแฟจะเริ่มคายก๊าซออกมาและได้กลิ่นเปรี้ยว จนกระทั่งเมล็ดเริ่มกลายเป็นสีน้ำตาล จะเปิดปฏิกริยาที่เรียกว่า เมลลาร์ด Maillard คือกลิ่นจะเปลี่ยนจากกลิ่นเปรี้ยวของก๊าซที่ระเหยออกมาเป็นกลิ่นหอม บางครั้งมีกลิ่นเหมือนน้ำตาลไหม้หรือช็อคโกแลต และเมื่อเมล็ดกาแฟขยายตัวถึงขีดสุดเยื่อหุ้มเมล็ดกาแฟจะเริ่มหลุดออกและเห็นละอองน้ำมันอยู่บนผิวของเมล็ด หากคั่วต่อไปเรื่อย ๆ กาแฟจะมีสีน้ำตาลเพิ่มขึ้นและมีน้ำมันเคลือบมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีกลิ่นและรสหวานมากขึ้น เพราะกาแฟมีส่วนประกอบของแป้ง เมื่อได้รับความร้อนจะทำให้เกิดปฏิกริยา Caramelize ทำให้แป้งแตกตัวกลายเป็นน้ำตาล และเปลี่ยนจากความเปรี้ยวของก๊าซเป็นความหวาน เมื่อคั่วต่อไปจะได้ยินเสียงเมล็ดกาแฟกระเทาะ เนื่องจากแรงดันของก๊าซในตัวเมล็ดและความชื้นในเมล็ด แต่ตัวเมล็ดจะไม่ได้แตกร้าวออกมา แค่เป็นเสียงของแรงดันในตัวเมล็ดเท่านั้น หากคั่วนานเกินไปเมล็ดกาแฟจะไหม้และเกิดรสชาติขมเกินไปได้ กาแฟที่คั่วจะเป็นสีน้ำตาลเข้มขึ้นเรื่อย ๆ จะเกิดเป็นคราบน้ำมันเกาะที่ตัวเมล็ดมากขึ้น จากปฏิกิริยาเคมีที่เมล็ดกาแฟเริ่มปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา เมื่อมาปะทะกับออกซิเจนในอากาศก็จะเกิดเป็นคราบน้ำมัน ซึ่งน้ำมันยิ่งมากเวลาสกัดออกมาเป็นกาแฟก็จะให้น้ำมันครีม่ามากขึ้น
ดังนั้นผู้คั่วกาแฟจะต้องทราบลักษณะทางกายภาพและการเปลี่ยนแปลงของเมล็ดกาแฟ เพื่อให้คั่วเมล็ดกาแฟได้ในระดับที่ต้องการก่อนที่เมล็ดกาแฟจะไหม้
สำหรับเครื่องคั่วกาแฟในเชิงพาณิชย์จะมีลักษณะเป็นเครื่องจักรทรงกระบอกที่หมุนได้ และมีเปลวไฟอยู่ด้านล่าง มีการจับเวลาตามระดับที่ต้องการอย่างเหมาะสม แต่หากต้องการคั่วในปริมาณไม่มากนักก็สามารถคั่วเมล็ดกาแฟในกระทะเหล็กได้เช่นกัน เพียงแค่ต้องใช้การสังเกตลักษณะของกาแฟและดมกลิ่นแทน
ระดับการคั่วกาแฟ 5 ระดับ

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า คั่วอ่อน คั่วกลาง คั่วเข้ม แต่ยังไม่แน่ใจว่าต่างกันยังไง และเลือกแบบไหนดี ความจริงแล้ว “การคั่วกาแฟ” ไม่ได้มีแค่ 3 ระดับเท่านั้น แต่แบ่งละเอียดได้ถึง 5 ระดับเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละระดับส่งผลต่อทั้งกลิ่นและรสชาติ มาดูกันว่า ระดับการคั่วกาแฟ 5 ระดับ มีอะไรบ้าง
1. คั่วอ่อน (Light Roast, Half City Roast, Cinnamon Roast)
เมล็ดกาแฟคั่วอ่อนหรือ Light Roast เป็นการคั่วในระดับอ่อนที่สุด มักจะขมน้อยและมีรสชาติเปรี้ยว (High Acidity) เพราะก๊าซในเมล็ดกาแฟยังระเหยออกไปไม่หมด ให้กลิ่นที่เป็นลักษณะเฉพาะของเมล็ดกาแฟนั้น ๆ เช่น มีความคล้ายดอกไม้ ผลไม้ น้ำตาลทรายแดง คาราเมล หรือช็อคโกแลต ซึ่งการคั่วอ่อนจะดึงกลิ่นและรสของเมล็ดกาแฟออกมาได้เด่นชัดทำให้หลายคนติดใจ แต่บางคนก็ไม่ชอบรสเปรี้ยวของเมล็ดกาแฟ
ลักษณะของเมล็ดกาแฟจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็น สีเหลือง ส้มหรือน้ำตาลอ่อน คล้ายกับสีของซินนามอน จึงเรียกว่า Cinnamon Roast ซึ่งผ่านการคั่วไม่นาน เมื่อเมล็ดกาแฟมีเสียงแตกตัวครั้งแรกเป็นสัญญาณว่าเมล็ดกาแฟเริ่มนำมาชงดื่มได้แล้ว แต่กาแฟจะยังให้รสเปรี้ยวอยู่มาก จึงนิยมคั่วต่อไปเพื่อให้ความเปรี้ยวลดลงและหวานมากขึ้น
เมล็ดกาแฟแบบคั่วอ่อนเหมาะกับการชงแบบ Drip หรือ Filter ให้น้ำร้อนผ่านเมล็ดกาแฟบดแบบช้า ๆ เพื่อดึงกลิ่นและรสออกมาให้ได้มากที่สุด และเหมาะกับการปรุงเป็นเมนูร้อน
2. กาแฟคั่วอ่อนปานกลาง (Medium Light Roast,City Roast)
กาแฟคั่วอ่อนปานกลางให้รสชาติที่บาลานซ์ระหว่างความเปรี้ยวและความหวานตามธรรมชาติของเมล็ดกาแฟ ความเปรี้ยว (Acidity) จะไม่โดดเหมือนคั่วอ่อน แต่ยังคงความสดใส รสผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ หรือผลไม้รสเปรี้ยวอมหวาน นอกจากนี้จะได้กลิ่นหอมของดอกไม้บาง ๆ บอดี้จะอยู่ในระดับปานกลาง ไม่หนักจนเกินไป ทำให้ดื่มง่ายและให้รสชาติที่ซับซ้อน เหมาะกับทั้งสายกาแฟดำ และคนที่เพิ่งเริ่มหัดดื่มกาแฟ Specialty
การคั่วในระดับนี้เป็นการคั่วที่ใช้ความร้อนต่ำ คั่วเลยช่วงการแตกครั้งแรก (First Crack) มาเล็กน้อย ลักษณะของเมล็ดกาแฟจะมีสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลกลาง ผิวเมล็ดยังแห้ง ไม่มีน้ำมันเคลือบ ไม่มีน้ำมันบนผิวเมล็ด เพราะน้ำมันยังคงกักเก็บอยู่ภายในเมล็ดเป็นส่วนใหญ่ การที่ไม่มีน้ำมันออกมาแปลว่าเมล็ดกาแฟถูกนำออกจากเครื่องคั่วก่อนที่อุณหภูมิจะสูงถึงจุดแตกตัวของน้ำมันภายใน (Second Crack) โครงสร้างของเมล็ดจะยังแน่นอยู่มาก
เมล็ดกาแฟแบบคั่วอ่อนปานกลางเหมาะกับการชงแบบ Drip หรือ Filter ซึ่งช่วยให้เราควบคุมน้ำร้อนได้ดี นอกจากนี้ก็เหมาะกับ French Press ที่จะให้ Body หรือความหนาของกาแฟที่เต็มคำมากขึ้น
3. คั่วกลาง (Medium Roast, Full City Roast)
เป็นระดับการคั่วที่ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะในร้านกาแฟ เพราะสามารถปรุงเป็นเมนูได้หลากหลาย ทั้งร้อนและเย็น รสชาติกาแฟจะมีความเข้มขึ้น บอดี้กาแฟในระดับปานกลาง โดดเด่นในเรื่องความบาลานซ์ของรสชาติ มีทั้งความเปรี้ยวจากเมล็ดกาแฟ และมีความหวานมากกว่าเมล็ดแบบคั่วอ่อน รวมถึงได้กลิ่นหอมไหม้ของกาแฟคั่ว จึงทำให้หลายคนหลงใหลเมล็ดแบบคั่วกลางที่ดื่มได้ง่าย ซึ่งเมล็ดกาแฟแบบคั่วกลางก็ยังแบ่งเป็น คั่วกลาง คั่วกลางค่อนข้างเข้ม
เมล็ดกาแฟระดับคั่วกลางจะมีสีน้ำตาล ส่วนคั่วกลางค่อนข้างเข้มจะมีสีน้ำตาลเข้มกว่าและมีน้ำมันเกาะบนผิวเมล็ดเล็กน้อยโดยเมื่อเมล็ดกาแฟผ่านการคั่วระดับอ่อนมาแล้ว ก่อนการแตกตัวครั้งที่ 2 ก็จะได้เมล็ดกาแฟระดับคั่วกลาง หากต้องการเมล็ดกาแฟระดับคั่วกลางค่อนข้างเข้มก็ใช้เวลาคั่วต่อไปอีกเล็กน้อย ซึ่งผู้คั่วกาแฟต้องกะระยะเวลาในการคั่วให้ดีว่าเมล็ดกาแฟได้ผ่านระดับคั่วอ่อนมาแล้ว แต่ยังไม่แตกตัวหรือยังไม่ถึงระดับคั่วเข้มนั่นเอง
เมล็ดกาแฟระดับคั่วกลางและคั่วกลางค่อนข้างเข้มจะยังมีรสชาติเปรี้ยว และมีความหวานเล็กน้อยเหมาะกับการชงแบบ Drip หรือ Filter รวมถึงเครื่องชงกาแฟแบบ Espresso ส่วนเมล็ดกาแฟแบบคั่วกลางค่อนข้างเข้ม เหมาะกับการชงด้วยเครื่อง Espresso หรือ Moka Pot
4. กาแฟคั่วเข้มปานกลาง (Medium Dark Roast)
กาแฟคั่วเข้มปานกลางเป็นระดับที่ความเปรี้ยว (Acidity) ของเมล็ดกาแฟเริ่มลดลง แต่แทนที่ด้วยรสชาติที่เกิดจากการทำคาราเมลของน้ำตาลในเมล็ดกาแฟ ทำให้รสชาติหลัก ๆ จะออกไปทาง ช็อกโกแลตเข้ม ถั่ว หรือคาราเมล พร้อมด้วยบอดี้ (Body) ที่แน่น เวลาดื่มจะรู้สึกว่าเต็มปากเต็มคำ และที่สำคัญคือได้ความบาลานซ์ระหว่างความขม และความหวาน ที่กลมกล่อมลงตัวสุด ๆ ไม่ว่าจะดื่มเปล่า ๆ หรือผสมนม ก็ยังคงเสน่ห์และเอกลักษณ์ของตัวเมล็ดกาแฟไว้ได้
เมล็ดกาแฟคั่วเข้มปานกลางจะมีสีน้ำตาลเข้มปานกลางถึงเข้ม (Medium Dark Brown) ซึ่งเข้มกว่ากาแฟคั่วกลาง แต่ยังไม่ถึงกับดำเงา การคั่วกาแฟระดับนี้จะทำให้เมล็ดกาแฟขยายตัวจนเต็มที่ และเริ่มมีน้ำมันออกมาเคลือบผิวด้านนอกบ้างเล็กน้อย
เมล็ดกาแฟในระดับกาแฟคั่วเข้มปานกลางนี้ เหมาะกับการชงกาแฟเกือบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการชงด้วยเครื่อง Espresso ที่จะให้ช็อตที่เข้มข้น หรือการชงแบบดริป ก็สามารถดึงเอาความซับซ้อนของรสชาติออกมาได้ดี
5. คั่วเข้ม (Dark Roast, French Roast, Italian Roast)
เมล็ดกาแฟในระดับคั่วเข้มเป็นระดับที่นิยมดื่มกันมาอย่างยาวนาน มีความเปรี้ยวน้อย มีความเข้มขมมากขึ้น และมีความหวานมากที่สุด รสชาติคล้ายดาร์คช็อกโกแลต เนื้อสัมผัสบอดี้กาแฟแน่น มีกลิ่นช็อกโกแลต ถั่ว และกลิ่นควันจากการคั่ว เมื่อสกัดเป็นกาแฟเอสเปรสโซ่เมล็ดกาแฟคั่วเข้มจะให้ครีม่าหรือฟองครีมสีทองอยู่บนผิวน้ำกาแฟ
เมล็ดกาแฟแบบคั่วเข้มจะมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำ มีน้ำมันเกาะที่ผิวเมล็ด ซึ่งเมล็ดกาแฟระดับคั่วเข้มจะเป็นเมล็ดกาแฟที่ผ่านการคั่วจนได้ยินเสียงแตกของเมล็ดกาแฟครั้งที่ 2 จะได้กาแฟคั่วเข้มในระดับ French Roast และมีน้ำมันเกาะบนผิว และหากคั่วต่อไปอีกจะได้เมล็ดกาแฟในระดับ Italian Roast คือกาแฟที่คนอิตาลีในสมัยก่อนนิยมกันที่สุด ซึ่งมีความเข้มมาก และเมล็ดกาแฟเริ่มกลายเป็นสีดำ ดังนั้นกาแฟ Italian Roast ก็คือระดับการคั่วที่เข้มที่สุด หากคั่วต่อไปเมล็ดกาแฟจะเริ่มไหม้ได้
เมล็ดกาแฟในระดับนี้เหมาะกับการทำกาแฟเย็นหรือกาแฟนม เพราะรสชาติค่อนข้างจัด และมีความขมมาก เมื่อผสมผสานกับนมจะให้กาแฟที่รสชาตินุ่มนวลลงตัวและไม่โดนรสชาติของส่วนผสมอื่น ๆ กลบ แต่ก็สามารถชงเป็น Espresso หรือ Americano เข้ม ๆ ได้เช่นกัน
การคั่วกาแฟเสียง First Crack & Second Crack คือเสียงอะไร
First Crack
เป็นเสียงแตกของเมล็ดกาแฟที่เกิดขึ้นในช่วงต้นของการคั่ว เมล็ดกาแฟจะเริ่มขยายตัวและปล่อยความชื้นออกมา ทำให้เกิดเสียงแตกคล้ายกับเสียงป๊อปคอร์น เป็นสัญญาณว่าเมล็ดกาแฟเข้าสู่ระดับคั่วอ่อน – กลาง ถ้าคั่วเลย First Crack จะเริ่มเข้าสู่ความเข้มและรสชาติหวานขึ้น
Second Crack
เกิดขึ้นหลังจาก First Crack ประมาณ 2–5 นาที (ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและเมล็ดกาแฟ) เสียงจะแตกแบบเบา ๆ แต่ต่อเนื่อง คล้ายเสียงกระดาษฉีกหรือไม้แตก เป็นสัญญาณว่าเมล็ดกาแฟเข้าสู่ระดับคั่วเข้ม Dark Roast ถ้าคั่วเกิน Second Crack จะเริ่มไหม้และเสียรสชาติ
การคั่วกาแฟที่ดีต้องทำยังไง
การคั่วกาแฟและระดับการคั่วเป็นปัจจัยที่ทำให้เมล็ดกาแฟแบบเดียวกัน มีกลิ่นและรสชาติต่างกันจนส่งผลต่อระดับความเข้มของกาแฟโดยตรง ซึ่งการคั่วกาแฟที่ดีจะต้อง
1. คัดเลือกสารกาแฟหรือเมล็ดกาแฟดิบที่ดี
เมล็ดกาแฟดิบต้องมีสีเขียวสม่ำเสมอ และความชื้นไม่มากเกินไป เมล็ดไม่แตกหักและไม่มีมอด มีกลิ่นเหม็นเขียวเล็กน้อย
2. อุปกรณ์ที่ใช้ในการคั่วต้องพร้อม
ถังคั่วกาแฟ เครื่องคั่วกาแฟ หรือหากต้องการคั่วกาแฟด้วยตัวเองในปริมาณไม่มากนัก ต้องเตรียมกระทะขนาดใหญ่ ตะหลิว และเทอร์โมมิเตอร์เพื่อช่วยในการวัดอุณหภูมิ
3. อุณหภูมิต้องสม่ำเสมอและเหมาะสม
ถังคั่วกาแฟจะมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกที่หมุนได้และมีเปลวไฟอยู่ด้านล่าง เพื่อให้เมล็ดกาแฟทุกเมล็ดโดนความร้อนอย่างทั่วถึง แต่ถ้าเป็นกระทะผู้คั่วต้องหมั่นคนเมล็ดกาแฟอยู่ตลอดเวลา และต้องระมัดระวังเนื่องจากต้องใช้อุณหภูมิที่สูงในการคั่ว
วิธีการคั่วกาแฟให้หอมกรุ่น
การคั่วกาแฟให้หอมกรุ่นและอร่อยนั้นเป็นการผสมผสานระหว่างเทคนิคและองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง ตั้งแต่การเลือกเมล็ดกาแฟคุณภาพดี ไปจนถึงการควบคุมระดับการคั่ว และการเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีผลอย่างมากต่อรสชาติและกลิ่นของกาแฟที่ได้ โดยเทคนิคทีจะทำให้การคั่วกาแฟหอม มีดังนี้
1. รู้จักระดับการคั่วและลักษณะของเมล็ดกาแฟในแต่ละระดับ: การคั่วกาแฟมีระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ คั่วอ่อน (Light Roast) ไปจนถึง คั่วเข้ม (Dark Roast) โดยแต่ละระดับจะให้รสชาติและกลิ่นที่แตกต่างกัน
2. ควบคุมลมและไฟให้ดี: การใช้ไฟที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญ โดยการใช้ไฟอ่อนในช่วงแรกจะช่วยให้กาแฟค่อยๆ ขยายตัวและปล่อยกลิ่นหอมออกมาได้ดี ในขณะที่ไฟแรงในช่วงหลังจะช่วยให้เมล็ดกาแฟเปลี่ยนสีและมีรสชาติที่เข้มข้นขึ้น ในขณะที่ลมมีผลอย่างมากต่อการกระจายความร้อนอย่างสม่ำเสมอ เมล็ดกาแฟต้องได้รับความร้อนที่ทั่วถึงจากทุกทิศทาง ดังนั้น ควรเลือกเครื่องคั่วที่มีระบบการหมุนและระบายอากาศที่ดี เพื่อให้ได้การคั่วที่มีคุณภาพและความสม่ำเสมอ
3. เมล็ดกาแฟต้องมีคุณภาพ: เมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพดีจะทำให้การคั่วได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรเลือกเมล็ดกาแฟดิบที่สดใหม่และมีการเก็บรักษาอย่างดี เมล็ดที่มีการคัดสรรและปลูกในแหล่งที่มีคุณภาพจะมีรสชาติและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น กาแฟจากแหล่งปลูกในภูเขาสูง (Highland Coffee) หรือกาแฟออร์แกนิก
4. อุปกรณ์ที่ใช้ได้มาตรฐาน: เครื่องคั่วที่ดีจะควบคุมอุณหภูมิและการกระจายความร้อนอย่างแม่นยำ ซึ่งจะส่งผลให้กาแฟมีรสชาติและกลิ่นหอมที่ดี
5. เวลาพักหลังคั่ว: หลังจากคั่วเสร็จแล้ว ควรปล่อยให้กาแฟพัก (degas) เป็นเวลา 12-24 ชั่วโมง เพื่อให้เมล็ดกาแฟปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจนหมด โดยการพักกาแฟจะช่วยให้รสชาติและกลิ่นหอมของกาแฟพัฒนาได้เต็มที่
การคั่วกาแฟด้วยตัวเองอย่างง่าย

การคั่วกาแฟไม่จำเป็นต้องทำด้วยเครื่องคั่วกาแฟขนาดใหญ่เท่านั้น เพียงแค่ใช้อุปกรณ์ในครัวเรือนก็สามารถคั่วเมล็ดกาแฟเองได้แล้ว โดยมีวิธีการคั่ว ดังนี้
- อุ่นหม้อหรือกระทะที่ใช้คั่วกาแฟให้ร้อน
- ใส่สารกาแฟลงไป และทำการพลิกไปเรื่อย ๆ
- วัดอุณหภูมิ เมื่อถึง 200 องศา ให้เริ่มสังเกตการเปลี่ยนแปลงของเมล็ดกาแฟ
- เมื่อได้ยินเสียงเมล็ดกาแฟแตกตัวครั้งแรก หากต้องการเมล็ดกาแฟแบบคั่วอ่อนสามารถยกลงจากเตาได้เลย
- ถ้าต้องการเมล็ดกาแฟแบบคั่วกลางให้คั่วต่อไปอีกเล็กน้อย หรือหากต้องการเมล็ดกาแฟคั่วเข้มให้คั่วจนได้ยินเสียงเมล็ดแตกตัวเป็นครั้งที่ 2
- เมื่อได้เมล็ดกาแฟระดับที่ต้องการแล้วให้ยกลงจากเตาและรีบนำเมล็ดกาแฟออกมาผึ่งลม โดยใช้พัดลมช่วยเป่าให้เศษเยื่อหุ้มเมล็ดกาแฟหลุดออก
- เมื่อเมล็ดกาแฟเย็นสนิท ก็สามารถนำไปบดและชงได้เลย
การเก็บรักษากาแฟหลังคั่ว
-
ควรใช้ภาชนะที่ปิดสนิทเพื่อป้องกันไม่ให้กาแฟสัมผัสกับอากาศ ซึ่งจะช่วยลดการเสื่อมสภาพจากออกซิเจน และช่วยรักษากลิ่นหอมของกาแฟเอาไว้
-
อย่าทิ้งกาแฟในที่ที่มีความชื้นหรือร้อน เพราะความชื้นและความร้อนสามารถทำให้กาแฟเสียรสชาติได้ ควรเก็บในที่แห้งและเย็น เช่น ลิ้นชักในห้องที่มีอุณหภูมิไม่สูงมาก
-
แม้ว่าหลายคนอาจคิดว่าการเก็บในตู้เย็นจะช่วยยืดอายุกาแฟ แต่จริง ๆ แล้ว การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจากการเอากาแฟออกจากตู้เย็นแล้วนำมาใช้งานทำให้เกิดความชื้น ซึ่งจะส่งผลต่อรสชาติของกาแฟ
-
ควรเก็บกาแฟเพียงปริมาณที่พอใช้ในระยะเวลาไม่นาน เช่น 1-2 สัปดาห์ หากเก็บไว้ในปริมาณมาก ๆ กาแฟจะเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
-
เลือกภาชนะที่ทำจากวัสดุที่ไม่ทำปฏิกิริยากับกาแฟ เช่น ขวดแก้วหรือภาชนะที่ทำจากสแตนเลส ไม่ควรใช้ภาชนะที่ทำจากพลาสติกที่มีการปล่อยสารเคมี
จากการคั่วกาแฟสู่การชงกาแฟให้อร่อย เครื่องชงและบดกาแฟ All in one ที่ไม่ควรพลาด!
จากขั้นตอนและเทคนิควิธีต่าง ๆ ที่แนะนำทุกคนก็สามารถนำไปทดลองคั่วกาแฟกันได้เลย ซึ่งวิธีการไม่ได้ยุ่งยาก แต่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อน และมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อรสชาติและกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟ ซึ่งอาจต้องใช้ความเข้าใจและความชำนาญ แต่ก็ทำให้ได้รสชาติของกาแฟที่เพอร์เฟคและตรงใจที่สุด แต่นอกจากการคั่วกาแฟที่ดีแล้ว การชงกาแฟให้ออกมารสชาติดีก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน การเลือกเครื่องชงกาแฟและเครื่องบดกาแฟ All in one ที่รวมทุกอย่างไว้ในเครื่องเดียว เป็นอะไรที่ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์อย่างมาก เพราะนั่นคือการช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากในการเตรียมกาแฟ ไม่ต้องวุ่นวายกับการบดกาแฟแยกต่างหาก กาแฟอร่อยที่มาพร้อมโค้ดส่วนลดคุ้ม ๆ เฉพาะคอกาแฟ เมื่อช้อปสินค้าใดก็ได้จากแบรนด์ BENO ใช้โค้ด BENOA200 รับทันทีส่วนลด 200 บาท ที่ Shopee

