ระดับความเข้มของกาแฟ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณคาเฟอีน แต่มาจากระดับการคั่วเมล็ดกาแฟมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นคั่วอ่อน คั่วกลาง และคั่วเข้ม ที่ทำให้กาแฟมีความเข้ม ความขม และกลิ่นหอมที่ต่างกันออกไป ยิ่งคั่วเข้มก็จะยิ่งได้รสชาติกาแฟที่เข้มขึ้น แถมอัตราส่วนกาแฟ วิธีชง และปริมาณน้ำก็มีผลต่อระดับความเข้มของกาแฟเหมือนกัน
เวลาเข้าคาเฟ่แล้วเห็นบาริสต้าถามเอากาแฟคั่วอ่อน คั่วกลาง หรือคั่วเข้มดี บางคนก็แอบมีงงบ้างแหละว่ามันต่างกันยังไง? บางแก้วดูเข้มมากแต่ดื่มง่าย บางแก้วสีอ่อนแต่คาเฟอีนในกาแฟจัดเต็มก็มีเหมือนกัน ซึ่งระดับความเข้มของกาแฟไม่ได้วัดแค่สีเข้มหรือความขมอย่างเดียว แต่มันมีทั้งเรื่องระดับการคั่ว รสชาติ กลิ่น และวิธีชงเข้ามาเกี่ยวด้วย ถ้าอยากรู้ว่าเมนูกาแฟแก้วโปรดที่ดื่มอยู่ทุกวันจัดอยู่ในระดับความเข้นข้นไหน ไปเปิดโลกของกาแฟ พร้อมเปรียบเทียบระดับความเข้มของกาแฟ ตั้งแต่กาแฟที่เบาที่สุดจนถึงกาแฟที่เข้มข้นที่สุดแต่ละเมนูกัน!
สรุปครบเรื่องระดับความเข้มของกาแฟ รสชาติแบบไหนที่ใช่กับเรา
-
ระดับความเข้มของกาแฟ : เกิดจาก 4 ปัจจัยหลักคือ ระดับการคั่ว ชนิดของเมล็ด วิธีการชง และสัดส่วนกาแฟต่อน้ำ
-
ระดับการคั่ว : มีตั้งแต่ คั่วอ่อน คั่วอ่อนปานกลาง คั่วกลาง คั่วเข้มปานกลาง ไปจนถึงคั่วเข้ม แต่ละระดับให้กลิ่นและรสชาติแตกต่างกัน
-
วิธีการชงมีผลต่อระดับความเข้มของกาแฟ : เช่น Espresso ที่ใช้แรงดันสูงจะเข้มข้นบอดี้แน่น ส่วน French Press จะเข้มเพราะแช่ผงกาแฟนาน และ Drip Coffee จะนุ่มและบาลานซ์กว่า
-
จัดลำดับเมนูกาแฟตามความเข้มข้น : Ristretto > Espresso > Americano > Cappuccino > Mocha > Latte
-
กาแฟเข้มไม่ได้แปลว่าขมเสมอไป : เพราะความเข้มคือความแน่นและความชัดของรสชาติ ส่วนความขมอาจเกิดจากระดับการคั่วหรือการสกัดกาแฟที่ไม่พอดี
ระดับความเข้มของกาแฟ มีกี่ระดับ

หากเป็นร้านกาแฟทั่วไปจะแบ่งระดับความเข้มของกาแฟออกเป็น 3 ระดับ คือ คั่วอ่อน คั่วกลาง คั่วเข้ม แต่หากเป็น Specialty ที่เน้นความหลากหลายและความพิเศษของรสชาติกาแฟมากกว่า มักจะเป็นออกเป็น 5 ระดับ ดังนี้
1. กาแฟคั่วอ่อน (Light Roast): ระดับนี้จะคั่วไม่นาน เมล็ดสีน้ำตาลอ่อน ไม่มีน้ำมันเคลือบผิว เมล็ดยังเก็บกลิ่น และรสชาติเดิมของกาแฟไว้ได้มาก รสชาติจะออก เปรี้ยวสดใส มีความซับซ้อนของกลิ่นผลไม้ ดอกไม้ แล้วแต่แหล่งปลูก ที่สำคัญคือ คาเฟอีนในกาแฟสูงที่สุด
2. กาแฟคั่วอ่อนปานกลาง (Medium Light Roast): เมล็ดเริ่มมีสีน้ำตาลเข้มขึ้นกลาง ๆ รสชาติออกแนวกลมกล่อม บาลานซ์ดี ดื่มง่ายกว่าคั่วอ่อนนิดนึง มีความเปรี้ยวสดใสอยู่ แต่เริ่มมีความหวานและความนุ่มเข้ามา
3. กาแฟคั่วกลาง (Medium Roast): นี่คือระดับกาแฟที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ลักษณะเมล็ดกาแฟจะมีสีน้ำตาลเข้ม ผิวแห้งแต่ก็มันวาวระดับหนึ่ง รสชาติสมดุลดีมาก ทั้งความหวาน ความเปรี้ยว และความขม ไม่มีด้านไหนโดดจนเกินไป ทำได้หลากหลายเมนู
4. กาแฟคั่วเข้มปานกลาง (Medium Dark Roast): เมล็ดเริ่มมีน้ำมันเคลือบผิวเล็กน้อย สีน้ำตาลเข้มขึ้นกว่าคั่วกลาง รสชาติหนักและลึกกว่าคั่วกลาง มีความหวานหอมกลิ่นคาราเมล รสช็อกโกแลต ความเปรี้ยวแทบไม่มีแล้ว แต่ยังไม่ขมมาก
5. กาแฟคั่วเข้ม (Dark Roast): เมล็ดสีดำมันวาว น้ำมันออกมาเต็มผิวเมล็ด รสชาติขมเข้ม มีกลิ่นควัน กลิ่นดินเผา บางคนบอกว่าได้กลิ่นดาร์กช็อกโกแลต ความเปรี้ยวหายไปหมดแล้ว และคาเฟอีนต่ำที่สุดในทุกระดับเลย
|
ระดับการคั่ว |
ลักษณะเมล็ด |
รสชาติและกลิ่น |
|
คั่วอ่อน (Light Roast) |
สีน้ำตาลอ่อน ผิวแห้ง ไม่มีน้ำมันเคลือบ |
ยังคงเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟไว้ได้มาก ให้รสเปรี้ยวสดใส มีกลิ่นและรสของผลไม้หรือดอกไม้ ตามแหล่งเพาะปลูก |
|
คั่วอ่อนปานกลาง (Medium Light Roast) |
สีน้ำตาลเข้มขึ้นกลาง ๆ |
ความเปรี้ยวยังอยู่แต่เริ่มมีหวานแทรกเบา ๆ ช่วยให้ ดื่มง่ายขึ้น |
|
คั่วกลาง (Medium Roast) |
สีน้ำตาลเข้ม ผิวมันวาวเล็กน้อย |
รสชาติสมดุลทั้งหวาน เปรี้ยว ขม ไม่มีด้านไหนโดดเกิน |
|
คั่วเข้มปานกลาง (Medium Dark Roast) |
น้ำมันเริ่มเคลือบผิว สีน้ำตาลเข้ม |
รสชาติหนักแน่น มีกลิ่นหอมของคาราเมล ช็อกโกแลต ความเปรี้ยวลดลง แต่ยังไม่ขมจัด |
|
คั่วเข้ม (Dark Roast) |
สีดำมันวาว น้ำมันเคลือบเต็มเมล็ด |
รสเข้ม ขมชัด มีกลิ่นควัน กลิ่นคั่ว หรือโทนดาร์กช็อกโกแลต แทบจะไม่มีความเปรี้ยว |
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเข้มของกาแฟ
1. การคั่ว
เป็นปัจจัยหลักที่กำหนดระดับความเข้มของกาแฟ ยิ่งคั่วเข้มมากเท่าไหร่ สีของเมล็ดกาแฟก็จะเข้มขึ้น และรสขมก็จะมากขึ้นตามไปด้วย โดยกระบวนการคั่วนี้จะส่งผลต่อรสชาติ กลิ่น และสีของกาแฟอย่างมาก โดยเฉพาะระดับความเข้มของกาแฟ
2. ชนิดของเมล็ดกาแฟ
ชนิดของเมล็ดกาแฟ ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดระดับความเข้มของกาแฟ แม้ว่าการคั่วจะเป็นตัวแปรหลักก็ตาม แต่สายพันธุ์ของเมล็ดกาแฟก็มีส่วนช่วยสร้างความแตกต่างในรสชาติและคาเฟอีนได้เช่นกัน โดยทั่วไปสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ อาราบิก้า (Arabica) เพราะมีรสชาติที่หลากหลาย ตั้งแต่เปรี้ยว หวาน ไปจนถึงกลิ่นหอมดอกไม้และผลไม้ มีคาเฟอีนต่ำกว่าโรบัสต้า ในขณะที่โรบัสต้า (Robusta) จะมีรสชาติขม เข้มข้น มีคาเฟอีนสูงกว่าอาราบิก้า มักใช้ในกาแฟผสมหรือกาแฟสำเร็จรูป
3. วิธีการชง
วิธีการชงก็มีผลกับระดับความเข้มของกาแฟเหมือนกัน ถึงจะใช้เมล็ดกาแฟตัวเดียวกัน แต่พอเปลี่ยนวิธีชง รสชาติที่ได้ก็เปลี่ยนไปเลย บางวิธีชงออกมาแล้วรสเข้มแน่นขม แต่บางวิธีก็ทำให้กาแฟนุ่ม ดื่มง่าย ยกตัวอย่างเช่น
-
Espresso : เป็นการชงด้วยแรงดันสูง ทำให้กาแฟออกมาเข้มข้นสะใจ บอดี้แน่น ดื่มแล้วรู้สึกถึงความหนักของกาแฟแบบจัดเต็ม
-
Drip Coffee : รสชาติกับกลิ่นของเมล็ดกาแฟมีความเข้ม แต่จะนุ่มกว่า ไม่หนักเท่าเอสเปรสโซ่ เพราะน้ำค่อย ๆ ไหลผ่านผงกาแฟ ทำให้รสชาติออกมาละเอียดและบาลานซ์กว่า
-
French Press : จะให้กาแฟที่ค่อนข้างเข้มเหมือนกัน เพราะผงกาแฟแช่อยู่ในนานกว่าวิธีอื่น เลยดึงทั้งรสชาติและน้ำมันกาแฟออกมาเยอะ
-
Moka Pot : วิธีที่ทำให้ระดับความเข้มของกาแฟสูงขึ้นได้เหมือนกัน รสชาติจะเข้มกว่าดริป และให้ความรู้สึกใกล้เคียงเอสเปรสโซ่
4. ปริมาณกาแฟและน้ำ
ปริมาณกาแฟและน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อระดับความเข้มของกาแฟอย่างมาก หากใช้อัตราส่วนของกาแฟมากต่อน้ำจะทำให้กาแฟมีความเข้มข้นสูงและรสชาติที่เด่นชัดขึ้น ในขณะที่การใช้น้ำมากกว่ากาแฟจะทำให้กาแฟมีรสชาติที่อ่อนลงและถูกเจือจางไป เช่น การทำเอสเปรสโซที่มักใช้กาแฟประมาณ 18-20 กรัมต่อน้ำประมาณ 30-40 มิลลิลิตร ทำให้ได้กาแฟที่มีความเข้มข้นและรสชาติที่เข้มข้นที่สุด ในทางตรงกันข้าม การชงกาแฟแบบดริปที่ใช้อัตราส่วนประมาณ 1:15 หรือมากกว่านั้น จะทำให้กาแฟมีรสชาติที่นุ่มนวลและซับซ้อนกว่า ดังนั้น การปรับปริมาณกาแฟและน้ำจึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยให้เราได้รสชาติกาแฟที่ถูกใจมากที่สุดนั่นเอง
เรียงลำดับเมนูต่าง ๆ กับระดับความเข้มของกาแฟ

กาแฟที่เราคุ้นเคยกันดีและมักจะพบได้ตามร้านคาเฟ่ทั่วไป เมื่อเรียงลำดับความเข้มข้นจากมากไปน้อย โดยพิจารณาจากวิธีการชงและปริมาณส่วนผสมเบื้องต้น จะเรียงลำดับตามระดับความเข้มของกาแฟได้ดังนี้
Ristretto > Espresso > Americano > Cappuccino > Mocha > Latte
1. ริสตเร็ตโต้ (Ristretto)
เป็นกาแฟที่มีระดับความเข้มสูงสุด เมื่อเทียบกับเอสเปรสโซ่ทั่วไป โดยการชง Ristretto จะใช้กาแฟบดละเอียดและน้ำร้อนในปริมาณที่น้อย ทำให้ได้รสชาติที่เข้มข้นและมีกลิ่นหอมที่ชัดเจน โดยมักจะมีรสชาติที่หวานกว่า
2. เอสเปรสโซ่ (Espresso)
กาแฟเข้มข้นที่สกัดด้วยแรงดันน้ำสูง ทำให้ได้กาแฟที่มีรสชาติเข้มข้นและมีครีมา รสชาติของเอสเปรสโซ่จะมีความเข้มข้น หวานเล็กน้อย และมีความขมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
3. อเมริกาโน่ (Americano)
เป็นกาแฟที่มีระดับความเข้มปานกลาง ทำจากเอสเปรสโซ่ผสมน้ำร้อน ซึ่งจะช่วยลดความเข้มข้นของกาแฟให้มีรสชาติที่นุ่มนวลขึ้น สามารถดื่มได้ง่ายในปริมาณมาก
4. คาปูชิโน่ (Cappuccino)
คาปูชิโน่ มีส่วนผสมหลัก คือ เอสเปรสโซ่ 1 ช็อต ผสมนมร้อนในปริมาณเท่ากัน และปิดท้ายด้วยฟองนมหนานุ่มบนยอด ทำให้มีรสชาติที่นุ่มนวล
5. มอคค่า (Mocha)
เป็นกาแฟที่มีระดับความเข้มปานกลางถึงอ่อน โดยทำมาจากเอสเปรสโซ่ ผสมนมร้อน และซอสช็อกโกแลต จะมีรสขมจากกาแฟและความหวานจากช็อกโกแลตที่เข้ากันได้ดี ฟองนมที่เพิ่มเข้ามายังช่วยลดความขมของกาแฟได้อีกด้วย
6. ลาเต้ (Latte)
การชงลาเต้จะใช้เอสเปรสโซ่ประมาณ 1 ช็อต ผสมนมร้อนในปริมาณที่มากกว่าคาปูชิโน่ ทำให้ได้รสชาติที่นุ่มนวลและเข้ากันได้ดีกับความหวานจากนม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดื่มกาแฟที่ไม่เข้มข้นจนเกินไป
สรุปตารางเปรียบเทียบ ลำดับความเข้มของกาแฟแต่ละเมนู
|
เมนู |
ส่วนผสม |
ระดับความเข้มของกาแฟ มาก > น้อย |
|
Ristretto |
เอสเปรสโซ่ 1 ช็อต สกัดน้ำ 15 ml. |
⚫⚫⚫⚫⚫⚫⚫⚫⚫ |
|
Espresso |
เอสเปรสโซ่ 1 ช็อต สกัดน้ำ 30 ml. |
⚫⚫⚫⚫⚫⚫⚫⚫ |
|
Doppio |
เอสเปรสโซ่ 2 ช็อต สกัดน้ำ 60 ml. |
⚫⚫⚫⚫⚫⚫⚫ |
|
Lungo |
เอสเปรสโซ่ 1 ช็อต ใช้เวลาสกัดนาน |
⚫⚫⚫⚫⚫⚫ |
|
Americano |
เอสเปรสโซ่ 1 ช็อต + น้ำเปล่า 70-120 ml. |
⚫⚫⚫⚫⚫ |
|
Affogato |
เอสเปรสโซ่ 1 ช็อต + ไอศกรีมวานิลลา 1 ลูก |
⚫⚫⚫⚫⚫ |
|
Macchiato |
เอสเปรสโซ่ 1 ช็อต + ฟองนม 1-2 ช้อนโต๊ะ |
⚫⚫⚫⚫⚫ |
|
Cappuccino |
เอสเปรสโซ่ 1 ช็อต + นมร้อน + ฟองนม + ผงชินนาม่อน |
⚫⚫⚫⚫ |
|
Mocha |
เอสเปรสโซ่ 1 ช็อต + โกโก้ + นมร้อน + ฟองนม |
⚫⚫⚫⚫ |
|
Piccolo Latte |
เอสเปรสโซ่ 1 ช็อต + นมร้อน 40-50 ml. + ฟองนม |
⚫⚫⚫ |
|
Flat White |
เอสเปรสโซ่ 1 ช็อต + นมร้อน 150 ml. |
⚫⚫ |
|
Latte |
เอสเปรสโซ่ 1 ช็อต + นมร้อน 120-150 ml. + ฟองนม |
⚫ |
คำถามอื่น ๆ เกี่ยวกับระดับความเข้มของกาแฟ
1. ถ้าไม่ชอบกาแฟขม ควรเลือกคั่วระดับไหน
ถ้าเป็นสายไม่ชอบกาแฟขม แนะนำให้เลือกคั่วอ่อนถึงคั่วกลางเลย ดื่มง่ายกว่าเยอะ รสจะนุ่ม ๆ มีความหวานธรรมชาติของเมล็ดกาแฟ แล้วก็ได้กลิ่นหอมก็จะออกแนวฟรุตตี้ แบบไม่ติดไหม้เหมือนคั่วเข้ม คนที่เพิ่งเริ่มดื่มกาแฟส่วนใหญ่ก็มักชอบคั่วกลาง เพราะรสชาติเข้มกำลังดี ไม่ขมจนกินยาก
2. ระดับความเข้มของกาแฟ มีผลต่อคาเฟอีนไหม
หลายคนคิดว่ากาแฟคั่วเข้มจะคาเฟอีนเยอะกว่า เพราะรสชาติมันเข้ม ขม และหนักกว่า แต่ระดับกาแฟไม่ได้มีผลกับคาเฟอีนมากขนาดนั้น และกาแฟคั่วอ่อนบางทียังคาเฟอีนเยอะกว่าคั่วเข้มด้วยซ้ำ เพราะผ่านความร้อนในเวลาที่สั้นกว่า เมล็ดกาแฟเลยยังมีคาเฟอีนอยู่
3. กาแฟเข้มกับกาแฟขม ต่างกันยังไง
ส่วนใหญ่คนเข้าใจผิดคิดว่ากาแฟเข้ม = กาแฟขม แต่ความจริงคือไม่เหมือนกันนะ กาแฟเข้มจะเป็นฟีลรสชาติแน่น กลิ่นชัด ดื่มแล้วรู้สึกเต็มคำ เข้มลึกแบบมีมิติ แต่ความขมคืออีกเรื่องเลย บางทีเกิดจากคั่วเข้มเกิน ชงนานไป หรือเมล็ดไหม้ก็ได้
4. มือใหม่ควรเริ่มจากระดับความเข้มของกาแฟแบบไหน
คนที่เพิ่งเริ่มดื่มกาแฟ ลองเริ่มจากกาแฟคั่วกลางก่อนก็ได้ รสชาติไม่เปรี้ยวหรือขมจนเกินไป ดื่มง่ายทั้งแบบกาแฟดำ และเมนูกาแฟนม แล้วอาจจะค่อย ๆ ขยับไปลองกาแฟคั่วอ่อน คั่วเข้ม จะได้หาระดับความเข้มของกาแฟที่ตรงใจตัวเอง
ปรับระดับความเข้มของกาแฟง่าย ๆ ด้วยเครื่องชงกาแฟ BENO
จากเมนูต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้น ก็ยังมีเมนูอื่น ๆ ที่ไม่ได้พูดถึงอีกเพียบ เพราะโลกของกาแฟนั้นกว้างใหญ่และน่าสนใจมาก ปัจจุบันบาริสต้าก็ขยันสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ความสำคัญคือการหาสไตล์กาแฟที่ใช่สำหรับตัวเอง เพราะเมื่อเรารู้ว่าเราชอบกาแฟแบบไหน จะทำให้การดื่มกาแฟกลายเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากขึ้น แต่ต้องดื่มพร้อมกับการดูแลสุขภาพและเลือกรับปริมาณคาเฟอีนให้เหมาะสมในแต่ละวัน ถ้าอยากปรับระดับความเข้มของกาแฟให้เข้ากับรสนิยมของตัวเอง เครื่องชงกาแฟ BENO ก็เป็นตัวช่วยที่ดีที่จะทำให้เราสร้างสรรค์กาแฟเมนูใหม่ ๆ อร่อยโดนใจได้ง่ายกว่าเดิม!
สนุกกับการทำกาแฟทุกวันกับ Beno เครื่องชงกาแฟสุดคุ้มที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมฟังก์ชันปรับตั้งอุณหภูมิและระดับน้ำได้ตามใจชอบ สั่งซื้อเลยวันนี้ ที่ Shopee Thailand
