เปิดวาร์ปกาแฟที่กำลังฮิตแบบสุด ๆ กับ"กาแฟสกัดเย็น" หรือที่เรียกติดปากกันว่า "กาแฟ Cold Brew" บอกเลยว่านี่ไม่ใช่กาแฟเย็นธรรมดา ๆ ที่เอากาแฟร้อนมาใส่น้ำแข็ง แต่คือการสกัดกาแฟที่ใช้เวลาเป็นสิบชั่วโมงในการดึงรสชาติกาแฟออกมาได้ดีที่สุด และยังถือเป็นหนึ่งในเมนูที่มีราคาค่อนข้างสูง แต่ถือว่าคุ้มสุด ๆ และวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้กับกาแฟสกัดเย็น คืออะไร ทำไมจึงมีราคาแพง และมีขั้นตอนการทำอย่างไร พร้อมแชร์ทริคเล็ก ๆ ในสกัดกาแฟ Cold Brew ออกมาหอมกลมกล่อม และ 5 ไอเดียเมนูที่ได้จากกาแฟ Cold brew ที่ลองทำตามได้เลย
กาแฟ Cold brew หรือ กาแฟสกัดเย็น คืออะไร?
กาแฟ Cold brew หรือกาแฟสกัดเย็นจะแตกต่างจากกาแฟอื่น ๆ ที่มีส่วนผสมหลักตั้งต้นจากกาแฟเอสเปรสโซ่ที่สกัดผ่านความร้อนภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่กาแฟ Cold brew จะทำผ่านน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง โดยแช่ทิ้งไว้ (Immersion) เป็นระยะเวลาหลายชั่วโมงกว่าจะได้กาแฟแสนอร่อยหนึ่งแก้ว
จุดเด่นของกาแฟสกัดเย็นหรือกาแฟ Cold brew
กาแฟ Cold brew หรือกาแฟสกัดเย็นจะมีจุดเด่นอยู่ที่ความนุ่มละมุน บางเบา รสชาติที่ดื่มง่ายไม่ขมฝาดหรือเปรี้ยวโดด แต่ยังสัมผัสได้ถึงคาเฟอีน ที่สำคัญยังสามารถดึงรสชาติของเมล็ดกาแฟออกมาได้อย่างเต็มที่ทั้งความหวาน และกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟแต่ละชนิด
วิธีทำกาแฟสกัดเย็นหรือ Cold brew

วิธีทำกาแฟสกัดเย็นหรือ Cold brew คือนำเมล็ดกาแฟที่เลือก โดยใช้เมล็ดกาแฟบดหยาบ 250 กรัม ต่อน้ำ 1,250 กรัม (42 ออนซ์) แล้วนำไปใส่ถุงกรองหรือใส่ลงไปในน้ำเลยก็ได้ แช่ไว้ในน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้องประมาณ 8 -24 ชั่วโมง จากนั้นนำถุงกรองที่ใส่เมล็ดกาแฟออก หรือนำน้ำที่ได้มากรองก็จะได้กาแฟสกัดเย็นแล้ว จะเห็นได้ว่ากาแฟสกัดเย็นต้องใช้ความพิถีพิถันและใช้เวลาในการทำค่อนข้างนาน จึงทำให้เมนูกาแฟชนิดนี้มีราคาค่อนข้างสูงนั่นเอง
กาแฟสกัดเย็น vs กาแฟดริปเย็น ต่างกันยังไง?
กาแฟสกัดเย็น (Cold Brew) กับ กาแฟดริปเย็น (Cold Drip) ต่างกันตรงที่วิธีการทำและรสชาติที่ได้จากการสกัด กาแฟสกัดเย็นจะใช้น้ำเย็นในการสกัดกาแฟที่บดหยาบตลอด 12-24 ชั่วโมง ทำให้กาแฟมีรสชาติที่นุ่มนวลและกลมกล่อม โดยไม่มีรสขมมากนัก เหมาะสำหรับคนที่ชอบรสกาแฟที่ไม่รุนแรง และสะดวกสำหรับการเตรียมล่วงหน้า ส่วนกาแฟดริปเย็นจะใช้น้ำเย็นหรืออุ่นราดลงบนกาแฟบดละเอียดทีละน้อย ทำให้กาแฟมีรสชาติที่สดชื่นและคมชัด โดยมักจะมีความขมจากกรดในกาแฟมากกว่ากาแฟสกัดเย็น เหมาะสำหรับคนที่ชอบกาแฟที่มีความสดใหม่และสามารถควบคุมรสชาติได้ดีกว่า การเลือกว่าจะทำแบบไหนขึ้นอยู่กับรสชาติส่วนตัวที่ชอบและเวลาในการเตรียมกาแฟ
5 เมนูสร้างสรรค์จากกาแฟ Cold Brew อร่อยง่าย ทำเองได้ที่บ้าน
1. กาแฟ Cold Brew Affogato
อัฟโฟกาโต้ คือเมนูคลาสสิกของอิตาลีที่ใช้ช็อตเอสเปรสโซ่ราดบนไอศกรีมวานิลลา แต่เราจะเปลี่ยนมาใช้ กาแฟ Cold Brew แทน เพื่อให้ได้รสชาติที่นุ่มนวลกว่า พร้อมดึงความหอมหวานของไอศกรีมออกมา
ส่วนผสม:
-
กาแฟ Cold Brew 90 - 120 มล.
-
ไอศกรีมวานิลลา 1 สกู๊ป
-
ท็อปปิ้ง เช่น คุกกี้บด ผงโกโก้ (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
วิธีทำ:
-
ตักไอศกรีมวานิลลา ใส่ในถ้วยหรือแก้ว
-
เทกาแฟ Cold Brew ลงบนไอศกรีมอย่างช้า ๆ
-
โรยท็อปปิ้งตามชอบ

2. กาแฟ Cold Brew Orange
นี่คือเมนูสำหรับคนที่ชื่นชอบกาแฟส้ม การผสมผสานของน้ำส้มกับกาแฟ Cold Brew ที่ได้ดื่มแล้ว รู้สึกสดชื่นทันที
ส่วนผสม:
-
กาแฟ Cold Brew 120 มล.
-
น้ำส้มคั้นสด 60 มล.
-
น้ำเชื่อม (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
-
น้ำแข็ง
วิธีทำ:
-
ผสมน้ำส้มคั้นสดและน้ำเชื่อมเข้าด้วยกัน
-
เติมน้ำแข็งลงในแก้ว
-
เทส่วนผสมน้ำส้มลงไปในแก้ว
-
ตามด้วยเทกาแฟ Cold Brew ลงไปเป็นชั้นบนสุด
3. กาแฟ Cold Brew Latte
สำหรับคนรักกาแฟนม เมนูนี้คือความลงตัวสุด ๆ เพราะกาแฟ Cold Brew จะให้รสชาติที่นุ่ม ละมุน ไม่ขมจนเกินไป ผสมกับนมสดทำให้รสชาติกลมกล่อม ดื่มง่าย
ส่วนผสม:
-
กาแฟ Cold Brew 120 มล.
-
นมสด 90 มล.
-
น้ำเชื่อมตามชอบ
-
น้ำแข็ง
วิธีทำ:
-
ใส่น้ำแข็งลงในแก้วประมาณครึ่งแก้ว
-
เติมกาแฟ Cold Brew
-
ผสมนมสดและน้ำเชื่อมเข้าด้วยกัน
-
เทนมสดลงไปช้า ๆ

4. กาแฟ Cold Brew Oat Milk
สำหรับคนที่แพ้นมวัว หรือชื่นชอบในนมทางเลือก อย่างนมโอ๊ต ต้องลองเมนูนี้! โดยที่นมโอ๊ตจะเข้าไปเพิ่มความละมุน มันนัว และครีมมี่ในกับกาแฟ Cold Brew ได้เป็นอย่างดี ถือว่าอร่อยฟินไม่แพ้นมวัวเลยล่ะ
ส่วนผสม:
-
กาแฟ Cold Brew 120 มล.
-
นมสด 100 มล.
-
น้ำเชื่อมตามชอบ
-
น้ำแข็ง
วิธีทำ:
-
ใส่น้ำแข็งลงแก้ว
-
เติมกาแฟ Cold Brew
-
ผสมนมโอ๊ตและน้ำเชื่อมเข้าด้วยกัน
-
เทนมโอ๊ตลงไปช้า ๆ
5.กาแฟ Cold Brew Vanilla
เป็นการรวมเอาความเข้มของ กาแฟ Cold Brew เข้ากับความหอมของวานิลลา และความมันของครีมอย่างลงตัว เป็นเครื่องดื่มที่ให้รสชาติกลมกล่อม และดื่มง่าย ดื่มแล้วจะรู้สึกถึงความหอมอบอวลของวานิลลาอยู่ในปาก
ส่วนผสม:
-
กาแฟ Cold Brew 120 มล.
-
ครีม หรือนมสด 100 มล.
-
น้ำเชื่อมวานิลลา 30 มล.
-
น้ำแข็ง
วิธีทำ:
-
ผสมครีม หรือนมสดกับน้ำเชื่อมวานิลลา
-
เติมน้ำแข็งลงในแก้ว
-
เทกาแฟ Cold Brew
-
ค่อย ๆ เทส่วนผสมของครีม หรือนมสดลงไป
-
ก่อนดื่มให้คนเบา ๆ เพื่อให้ส่วนผสมเข้ากัน
กาแฟแบบไหนเหมาะกับการทำ Cold Brew
เมล็ดกาแฟที่เหมาะสมกับการทำ Cold brew คือเมล็ดกาแฟอาราบิก้าที่คั่วอ่อน จนถึงกลาง บดหยาบ เพื่อให้ได้รสชาติของกาแฟที่นุ่มนวล หอมละมุน และไม่ขม ที่ไม่นิยมใช้เมล็ดกาแฟโรบัสต้าเพราะว่ามีความเข้มมากว่าอาราบิก้าซึ่งถึงแม้จะเข้มน้อย แต่มีรสสัมผัสดีเยี่ยม เมื่อนำมาผ่านกระบวนการสกัดเย็นแล้วจะได้กาแฟที่นุ่มละมุน ดื่มง่ายกว่า
คำถามเกี่ยวกับกาแฟ Cold Brew หรือกาแฟสกัดเย็น
หลายคนยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกาแฟ Cold brew จึงขอรวบรวมคำถามที่หลายคนสงสัยมาไขข้อข้องใจกันที่นี่

1. Cold brew กับ Americano ต่างกันอย่างไร
กาแฟ Cold brew กับ Americano เป็นสองเมนูที่มีหน้าตาเหมือนกันราวกับฝาแฝด แต่กระบวนการทำนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะกาแฟสกัดเย็นจะถูกสกัดด้วยกระบวนการแช่ในน้ำเย็นหรืออุณหภูมิห้อง จึงมีปริมาณคาเฟอีนเต็มที่ แต่ให้รสชาตินุ่มนวล ในขณะที่อเมริกาโน่เป็นกาแฟเอสเปรสโซ่ที่ผ่านการสกัดด้วยความร้อน แล้วนำไปเติมน้ำเย็น หรือน้ำแข็ง ดังนั้นจะให้รสชาติที่เข้มขมกว่า
2. กาแฟ Cold brew ดียังไง
ข้อดีของกาแฟ Cold brew หรือ สกัดเย็น ได้แก่
- เก็บไว้ได้นาน หากใส่ในภาชนะที่เหมาะสม ปิดสนิท สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 2 สัปดาห์โดยไม่เสียรสชาติ โดยสามารถใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็นได้เลย
- เหมาะสำหรับคนเป็นโรคกระเพาะ เพราะกาแฟสกัดเย็นจะมีความเป็นกรดต่ำกว่ากาแฟที่สกัดด้วยน้ำร้อน เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงจะทำให้กรดในกาแฟออกมามากกว่า กาแฟ Cold brew จึงเหมาะกับคนที่เป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน ดื่มแล้วไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร สบายท้อง
- ช่วยลดความเครียด การดื่มกาแฟช่วยให้กระปรี้กระเปร่า อารมณ์ดี และมีสมาธิในการทำงาน โดยเฉพาะกาแฟสกัดเย็นที่ดื่มง่าย รสนุ่ม ทำให้ดื่มได้เรื่อย ๆ คนที่ไม่ชอบความขมของกาแฟก็สามารถดื่มได้
3. กาแฟ Cold Brew มีคาเฟอีนเยอะไหม
ปริมาณคาเฟอีนของกาแฟสกัดเย็นจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการแช่ด้วย ยิ่งแช่นานก็มีเวลาสกัดคาเฟอีนออกมามากขึ้น และการบดที่ละเอียดกว่าก็ทำให้ปริมาณสูงขึ้นด้วยเช่นกัน และกาแฟสกัดเย็นยังใช้ปริมาณเมล็ดกาแฟที่มากกว่ากาแฟที่ชงแบบอื่นราว 3 เท่า ดังนั้นกาแฟสกัดเย็นจึงมีปริมาณคาเฟอีนที่มากกว่ากาแฟร้อนเพราะมีปริมาณเมล็ดกาแฟที่มากกว่า และคาเฟอีนจะถูกสกัดออกมาโดยตรง แต่มีความเป็นกรดน้อยกว่า จึงทำให้ดื่มง่าย ไม่ขม และสบายท้องกว่า
4. กาแฟ Cold Brew ควรแช่กี่ชั่วโมง
กาแฟสกัดเย็นจะใช้เวลาสกัด 8-24 ชั่วโมง แต่ระยะเวลาที่นิยมจะอยู่ที่ 12 ชั่วโมง ยิ่งแช่เมล็ดกาแฟเป็นเวลานานก็จะยิ่งทำให้ปริมาณคาเฟอีนเพิ่มสูงขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีรสขมที่มากขึ้นก็ตาม
5. Cold Brew Coffee อยู่ได้กี่วัน
กาแฟสกัดเย็นสามารถเก็บไว้ได้นาน เมื่อแช่กาแฟจนได้รสชาติที่พอใจแล้ว สามารถใส่ขวดแก้วและแช่ตู้เย็นเก็บไว้ได้นานถึง 2 สัปดาห์โดยรสชาติไม่เปลี่ยน ยังคงหอมอร่อยเหมือนตอนที่ชงเสร็จใหม่ ๆ
6. กาแฟ Cold Brew ไม่แช่เย็นได้ไหม
หากไม่แช่เย็นกาแฟสกัดเย็นก็มีโอกาสเสียได้ ควรอยู่นอกตู้เย็นไม่เกิน 6 ชั่วโมง และหลังจากนั้นรสชาติ และกลิ่นจะเปลี่ยนไป เพราะอุณหภูมิที่ 35 - 40 องศา เป็นภาวะที่เชื้อแบคทีเรียจะเติบโตได้ดี ดังนั้นต้องระวังเรื่องอุณหภูมิและความสะอาดของอุปกรณ์ให้มาก
7. กาแฟสกัดเย็นหรือ Cold brew เหมาะกับใคร
เนื่องจากกาแฟสกัดเย็นมีปริมาณกรดต่ำกว่ากาแฟร้อนทั่วไป ทำให้เหมาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องกรดไหลย้อนหรือแสบร้อนกลางอกก็ดื่มได้สบาย ๆ นอกจากนี้ กาแฟสกัดเย็นยังเหมาะกับคนที่ชอบดื่มกาแฟเย็น เพราะสามารถทำเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานหลายวัน
การทำกาแฟสกัดเย็น อร่อยง่าย ๆ แต่ต้องใจเย็น คุ้มค่ากับรสชาตินุ่มลึก!
ถึงแม้กาแฟสกัดเย็นจะใช้ระยะเวลาทำที่ค่อนข้างนาน แต่ก็คุ้มค่า คนที่ไม่ชอบรสขมของกาแฟก็สามารถดื่มเพิ่มความสดชื่นได้ และด้วยความพิถีพิถัน และระยะการสกัดเวลานาน ใช้ปริมาณเมล็ดกาแฟค่อนข้างมาก จึงทำให้กาแฟสกัดเย็นเป็นเมนูที่มีราคาแพง แต่ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูกาแฟที่ทำเก็บไว้ที่บ้านได้ และสามารถแช่เย็นเก็บไว้ได้เป็นระยะเวลานาน ใครที่อยากหาทางเลือกอื่น ๆ อาจจะลองเปิดใจให้กับเครื่องชงกาแฟ BENO ไม่ว่าจะเป็นเครื่องชงกาแฟแคปซูล เครื่องชงช็อตกาแฟเอสเปรสโซ่ ด้วยเทคโนโลยีสกัดเย็นที่ให้รสชาติกาแฟนุ่มละมุน หอมกรุ่นถึงใจ แถมยังชงง่าย สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน! ครบฟังก์ชันสำหรับบาริสต้ามืออาชีพ ไปสนุกกับการสร้างสรรค์กาแฟสูตรใหม่ ๆ ได้ทุกวัน พร้อมส่วนลดเต็ม ๆ 200 บาท เมื่อใช้โค้ด BENOA200 ที่ Shopee Thailand


